ราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในวันนี้ (27 มิ.ย.) โดยสัญญาทองคำล่วงหน้าส่งมอบเดือนส.ค. ร่วงลง 1.8% แตะที่ 1,910.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นการปรับตัวลงแรงที่สุดในรอบปี สาเหตุหลักมาจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่ง
ปัจจัยกดดันทองคำ
นักวิเคราะห์ระบุว่า นโยบายของทรัมป์ โดยเฉพาะการลดภาษีและการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ ทำให้ทองคำซึ่งซื้อขายในรูปดอลลาร์มีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น ส่งผลให้ความต้องการทองคำลดลง นอกจากนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง เช่น จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ลดลง และยอดขายบ้านใหม่ที่เพิ่มขึ้น ยังช่วยลดความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย
“นักลงทุนกำลังเทขายทองคำออกมา เนื่องจากเห็นว่าความเสี่ยงทางเศรษฐกิจลดลง และมีโอกาสในการลงทุนอื่นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า” นายสมชาย ทรัพย์ทวี นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส กล่าว
ทองคำในประเทศปรับลงตาม
ราคาทองคำในประเทศก็ปรับตัวลดลงตามสถานการณ์โลก โดยสมาคมค้าทองคำรายงานว่า ราคาทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อบาทละ 29,850 บาท ขายออกบาทละ 29,950 บาท ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อบาทละ 29,314.68 บาท ขายออกบาทละ 30,450 บาท ซึ่งลดลงจากวันก่อนหน้าประมาณ 300 บาท
นักลงทุนในประเทศ也开始เทขายทองคำออกมา หลังจากที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน
แนวโน้มราคาทองคำ
นักวิเคราะห์คาดว่า ราคาทองคำอาจยังคงปรับตัวลงต่อไปในระยะสั้น เนื่องจากปัจจัยลบจากนโยบายของทรัมป์และตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว หากเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองหรือเศรษฐกิจอีกครั้ง ราคาทองคำก็อาจกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง
“นักลงทุนควรจับตาการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในเดือนก.ค. นี้ หากเฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย อาจช่วยหนุนราคาทองคำให้ฟื้นตัวขึ้นได้” นายสมชาย กล่าว
ทั้งนี้ ราคาทองคำได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี โดยปรับตัวลงแล้วประมาณ 10% จากระดับสูงสุดในรอบปีที่ 1,960 ดอลลาร์ต่อออนซ์



