หุ้นไทยปิดบวก 2.06 จุด หลัง กนง. คงดอกเบี้ย 2.50%
หุ้นไทยปิดบวก 2.06 จุด หลัง กนง. คงดอกเบี้ย 2.50%

ตลาดหุ้นไทยปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.06 จุด หรือ 0.14% มาอยู่ที่ 1,482.11 จุด หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อปี ในการประชุมวันที่ 10 เมษายน 2568 ซึ่งเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์ไว้

มติ กนง. หนุนบรรยากาศลงทุน

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ์ นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การคงดอกเบี้ยของ กนง. สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระยะสั้น เนื่องจากสอดคล้องกับที่ตลาดคาดไว้ ส่งผลให้แรงขายลดลงและมีแรงซื้อกลับเข้ามาในหุ้นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและพลังงาน

อย่างไรก็ตาม ปริมาณการซื้อขายยังคงเบาบาง โดยมีมูลค่าการซื้อขายรวมเพียง 48,234 ล้านบาท ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปีนี้ที่ประมาณ 55,000 ล้านบาท สะท้อนว่านักลงทุนยังรอดูความชัดเจนของปัจจัยอื่นๆ โดยเฉพาะทิศทางเศรษฐกิจไทย

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปัจจัยที่ต้องติดตาม

แม้ กนง. จะคงดอกเบี้ย แต่ยังส่งสัญญาณกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า โดยเฉพาะการส่งออกที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าโลก อีกทั้งหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการบริโภค

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอติดตามการเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อเดือนมีนาคมของสหรัฐฯ ในคืนนี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และกระทบต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย

แนวโน้มตลาดหุ้นไทย

บล.กรุงศรี คาดว่า ดัชนี SET Index ในวันพรุ่งนี้ (11 เม.ย.) จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,475-1,490 จุด โดยมีแนวต้านสำคัญที่ 1,490 จุด และแนวรับที่ 1,475 จุด อย่างไรก็ตาม ปัจจัยการเมืองในประเทศ โดยเฉพาะความชัดเจนของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังเป็นสิ่งที่ต้องจับตา

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ด้านนายอภิชาติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า การคงดอกเบี้ยของ กนง. เป็นสัญญาณบวก แต่ตลาดยังต้องประเมินผลกระทบจากนโยบายการคลังของรัฐบาล โดยเฉพาะมาตรการแจกเงินดิจิทัลที่จะเริ่มในไตรมาส 2 ซึ่งอาจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและผลักดันดัชนีให้ปรับตัวขึ้นได้

สรุป

ตลาดหุ้นไทยปิดบวก 2.06 จุด หลัง กนง. คงดอกเบี้ยที่ 2.50% ตามคาด นักวิเคราะห์มองเป็นปัจจัยบวกระยะสั้น แต่ยังต้องติดตามเศรษฐกิจและนโยบายกระตุ้นของรัฐบาล รวมถึงปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะเงินเฟ้อสหรัฐฯ และสงครามการค้า