ตลาดหุ้นไทยปิดตลาดวันที่ 6 สิงหาคม 2567 ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดยดัชนี SET Index ปิดที่ 1,312.56 จุด ลดลง 29.73 จุด หรือคิดเป็น 2.2% จากวันก่อนหน้า สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลกที่ต่างพากันร่วงลง เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอตัวรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้
ปัจจัยกดดันจากตัวเลขจ้างงานสหรัฐ
สาเหตุหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลง มาจากการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ประจำเดือนกรกฎาคมที่ออกมาต่ำกว่าคาด โดยอยู่ที่ 114,000 ตำแหน่ง ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 175,000 ตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นว่าตลาดแรงงานสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัว ซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าที่คาดไว้
นอกจากนี้ อัตราการว่างงานของสหรัฐฯ ยังเพิ่มขึ้นแตะระดับ 4.3% สูงสุดในรอบเกือบ 3 ปี ส่งผลให้เกิดกระแสเทขายหุ้นในตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการซื้อขายเก็งกำไรสูง
หุ้นกลุ่มแบงก์และพลังงานถูกเทขายหนัก
ในตลาดหุ้นไทย หุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุดและปรับตัวลงมากที่สุดคือหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มพลังงาน โดยหุ้นธนาคารกรุงเทพ (BBL) ปิดที่ 140.00 บาท ลดลง 4.50 บาท หรือ 3.11% หุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK) ปิดที่ 131.50 บาท ลดลง 4.50 บาท หรือ 3.31% และหุ้นปตท. (PTT) ปิดที่ 33.75 บาท ลดลง 0.75 บาท หรือ 2.17%
นายวีระชัย ตั้งมั่นคงวรกูล ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า "การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยในวันนี้เป็นไปตามแรงขายจากต่างชาติ ซึ่งกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย ส่งผลให้เกิดการชะลอการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก"
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2.5 พันล้านบาท
ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยวันนี้รวม 2,500 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 800 ล้านบาท ในขณะที่นักลงทุนรายย่อยกลับเข้าซื้อสุทธิ 3,300 ล้านบาท
มูลค่าการซื้อขายรวมในตลาดหุ้นไทยวันนี้อยู่ที่ 67,800 ล้านบาท สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนหน้าเล็กน้อย สะท้อนให้นักลงทุนมีความกังวลและเร่งปรับพอร์ตการลงทุน
คาดการณ์แนวโน้มตลาดหุ้นไทย
นักวิเคราะห์คาดว่าตลาดหุ้นไทยอาจยังคงผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ และการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด โดยตลาดจับตาการประชุมเฟดในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งอาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหากตัวเลขเศรษฐกิจยังคงชะลอตัว
นายวีระชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า "นักลงทุนควรติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดในระยะต่อไป"



