ตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายวันนี้ (21 พ.ย.) ดัชนี SET ปิดที่ 1,578.65 จุด เพิ่มขึ้น 1.05 จุด หรือ +0.07% มูลค่าการซื้อขาย 47,872 ล้านบาท โดยมีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มธนาคารพาณิชย์ หลังจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น และคาดหวังผลประกอบการไตรมาส 4/2566
นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1.2 พันล้านบาท
นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,200 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 800 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิ 400 ล้านบาท
หุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด ได้แก่ PTTEP มูลค่า 3,500 ล้านบาท ปิดที่ 152.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท หรือ +1.67%, ADVANC มูลค่า 2,800 ล้านบาท ปิดที่ 218.00 บาท ลดลง 2.00 บาท หรือ -0.91%, และ KBANK มูลค่า 2,500 ล้านบาท ปิดที่ 138.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท หรือ +0.73%
แรงซื้อกลุ่มพลังงานหนุนตลาด
นางสาวกรณิศ วิริยะรังสฤษฎ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้จากแรงซื้อหุ้นกลุ่มพลังงานตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังจากสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐลดลงมากกว่าคาด ขณะที่กลุ่มแบงก์ได้รับแรงซื้อจากความหวังผลประกอบการไตรมาส 4 ที่ดีขึ้นจากดอกเบี้ยขาขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังถูกกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามอิสราเอล-ฮามาสที่ยังยืดเยื้อ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน
แนวโน้มพรุ่งนี้แกว่งตัว กรอบ 1,570-1,590 จุด
สำหรับแนวโน้มการซื้อขายในวันพรุ่งนี้ (22 พ.ย.) นางสาวกรณิศ คาดว่า ดัชนีจะแกว่งตัวในกรอบ 1,570-1,590 จุด โดยมีปัจจัยติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 29 พ.ย. ซึ่งตลาดคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% รวมถึงสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกซื้อหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานและแบงก์ที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น



