นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เปิดตัวโครงการ 'ดิจิทัลวอลเล็ต' (Digital Wallet) อย่างเป็นทางการ โดยจะแจกเงินดิจิทัลมูลค่า 10,000 บาท ให้กับประชาชนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป จำนวน 50 ล้านคน คิดเป็นวงเงินรวม 5 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปี 2567
รายละเอียดโครงการดิจิทัลวอลเล็ต
โครงการนี้เป็นนโยบายเรือธงของรัฐบาลเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 โดยประชาชนจะได้รับเงินดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน 'เป๋าตัง' ซึ่งสามารถใช้จ่ายได้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการภายในระยะเวลา 6 เดือน เงินจะถูกจำกัดให้ใช้ได้เฉพาะสินค้าและบริการบางประเภท เช่น อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการทั่วไป แต่ไม่รวมถึงสุรา บุหรี่ และการพนัน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า 'โครงการนี้จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย' โดยรัฐบาลตั้งเป้าว่าเงินทุกบาทที่แจกจะถูกใช้จ่ายอย่างน้อย 1 รอบในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากถึง 1.5 เท่าของวงเงินที่ใช้
แหล่งเงินทุนและความยั่งยืน
แหล่งเงินทุนสำหรับโครงการนี้มาจากการจัดสรรงบประมาณประจำปี 2567 จำนวน 1.5 แสนล้านบาท และการกู้ยืมผ่านพระราชบัญญัติกู้เงิน 5 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลระบุว่าจะใช้คืนภายใน 4 ปี โดยอาศัยการจัดเก็บภาษีจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีการปรับลดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี
นายกรัฐมนตรีระบุว่า 'โครงการนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อวินัยการคลังในระยะยาว เพราะเรามีแผนชำระคืนที่ชัดเจน และคาดว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะช่วยเพิ่มรายได้ภาษีให้เพียงพอ' อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางรายแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สาธารณะที่อาจเพิ่มขึ้น
เงื่อนไขและข้อกำหนด
ผู้มีสิทธิ์รับเงินดิจิทัลต้องเป็นผู้ที่มีสัญชาติไทย อายุ 16 ปีขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน และมีรายได้ไม่เกิน 70,000 บาทต่อเดือน หรือมีเงินฝากรวมไม่เกิน 500,000 บาท ยกเว้นผู้ที่อยู่ในโครงการสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว ซึ่งจะได้รับโดยอัตโนมัติ การลงทะเบียนจะเปิดผ่านแอปพลิเคชัน 'เป๋าตัง' และช่องทางออนไลน์อื่นๆ ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2567
ร้านค้าที่ต้องการเข้าร่วมโครงการต้องเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือมีใบอนุญาตประกอบการค้า โดยจะได้รับเงินจากรัฐบาลหลังจากที่ลูกค้าใช้จ่ายผ่านระบบ และจะต้องไม่มีการขึ้นราคาสินค้าเกินกว่าที่กำหนด
ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่คาดหวัง
รัฐบาลคาดว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ 1.5-2% ในปี 2567 และช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงระบบการเงินดิจิทัล ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการทำธุรกรรมและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่าย
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านและนักวิชาการบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าการแจกเงินแบบไม่จำกัดวงเงินอาจทำให้เกิดเงินเฟ้อและไม่ยั่งยืนในระยะยาว โดยเสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการอื่น เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน หรือการพัฒนาทักษะแรงงาน แทน
นายกรัฐมนตรีตอบโต้ข้อกังวลดังกล่าวว่า 'เรามีมาตรการดูแลเงินเฟ้อควบคู่กันไป เช่น การตรึงราคาสินค้าจำเป็น และการเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศ เพื่อให้เงินที่แจกไปมีกำลังซื้อสูงสุด'



