คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งที่ 3/2567 เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2567 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อเนื่อง เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน หลังจากก่อนหน้านี้ปรับขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 8 ครั้งติดต่อกัน รวม 2.25% ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2565 โดยกรรมการทุกคนเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกประเทศ
เศรษฐกิจไทยขยายตัวชะลอลงจากส่งออกและการบริโภค
กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2567 มีแนวโน้มขยายตัวได้ที่ 2.6% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 2.7% ในเดือนเมษายน เนื่องจากภาคการส่งออกและการบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวลง โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวช้า ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวจากภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงและการว่างงานที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จะอยู่ที่ 36 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 28 ล้านคนในปีก่อน
เงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มสูงขึ้นจากราคาพลังงานและอาหาร
ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป กนง. คาดว่าจะอยู่ที่ 1.0% ในปี 2567 และ 1.3% ในปี 2568 โดยมีแนวโน้มสูงขึ้นจากราคาพลังงานและอาหารสดที่ปรับเพิ่มขึ้น แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงต่ำ สะท้อนอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่แข็งแรง กนง. มองว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย 1-3% ได้ในช่วงปลายปีนี้ โดยไม่จำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม
คงดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน
กนง. ระบุว่าการคงดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้เป็นไปเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นความเสี่ยงต่อการบริโภคและการชำระหนี้ของประชาชน กนง. จึงเห็นควรให้คงดอกเบี้ยเพื่อไม่ให้เป็นภาระเพิ่มเติมต่อลูกหนี้ และสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่อง
ตลาดการเงินยังผันผวน เงินบาทอ่อนค่า
นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า ตลาดการเงินโลกยังคงผันผวนจากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าลงสอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค โดย ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2567 เงินบาทอยู่ที่ประมาณ 36.7 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจาก 35.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2566 กนง. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้เครื่องมือที่เหมาะสมเพื่อดูแลเสถียรภาพของค่าเงิน
กนง. พร้อมปรับดอกเบี้ยตามสถานการณ์
กนง. ย้ำว่าการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ โดยหากเศรษฐกิจฟื้นตัวต่ำกว่าคาด หรือเงินเฟ้อต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเป็นเวลานาน กนง. อาจพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยลง แต่หากแรงกดดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากปัจจัยภายนอก หรือเศรษฐกิจขยายตัวสูงกว่าศักยภาพ กนง. ก็พร้อมที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง ทั้งนี้ การตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เข้ามาเป็นระยะ



