ตลาดหุ้นไทยพักฐานหรือไปต่อ? โบรกฯ ชี้ปัจจัยหนุน 1,500 จุดยังมี พร้อมแนะหุ้นหลบดอย
หลังจากตลาดหุ้นไทยพุ่งทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงในเวลาเพียง 2 สัปดาห์หลังการเลือกตั้ง ล่าสุดเริ่มเห็นสัญญาณการย่อตัวและแรงขายทำกำไร โดยวันนี้ SET Index ปิดตลาดช่วงเช้าที่ 1,483.95 จุด ลดลง -9.96 จุด หรือ -0.67% จากดัชนีวันก่อนหน้า ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า การปรับฐานรอบนี้เป็นเพียงการพักตัวระยะสั้นเพื่อไปต่อ หรือดัชนีได้ขยับขึ้นมาจนถึงจุดที่ "แพงเกินไป" แล้วหุ้นไทยหมดแรงขึ้นหรือยัง?
สาเหตุการย่อตัว: แนวต้านสำคัญและแรงกดดันจากต่างประเทศ
ภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า การย่อตัวของตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้านี้ เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การเผชิญแนวต้านสำคัญและการขายทำกำไร หลังดัชนีปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 120 จุดใน 2 สัปดาห์ โดยมีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามากว่า 4 หมื่นล้านบาท จนดัชนีเข้าใกล้จุดสูงสุดในรอบ 1 ปี 4 เดือน และ ปัจจัยกดดันจากตลาดหุ้นต่างประเทศ เช่น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเอเชียที่ย่อตัวลงในวันเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ภราดรประเมินว่าการย่อตัวนี้เป็นเพียงการพักฐานทำกำไรระยะสั้น และภาพรวมตลาดน่าจะเข้าสู่สภาวะแกว่งตัวออกข้าง (Sideway) ก่อนจะค่อยๆ ขยับขึ้นได้ในระยะถัดไป
Valuation ยังน่าสนใจ แม้ราคาดูแพงขึ้น
ภราดรกล่าวเพิ่มเติมว่า หากพิจารณาในเชิงพื้นฐานที่ระดับดัชนีบริเวณ 1,480 จุด ปัจจุบันมีค่า P/E อยู่ที่ระดับ 16 เท่า, P/BV ที่ 1.4 เท่า และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) อยู่ในระดับค่อนข้างสูงที่ 3.8% แม้ราคาจะดูแพงขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า แต่เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นต่างประเทศผ่านส่วนต่างผลตอบแทนระหว่างตลาดหุ้นกับพันธบัตร (MEYG) จะพบว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจมาก โดยไทยมี MEYG กว้างถึง 4.1% ในขณะที่ตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาติดลบอยู่ที่ -0.37%
3 ปัจจัยดันหุ้นไทยไปต่อแน่! หวังเห็น 1,510 จุด
บล.เอเซีย พลัส ยังประเมินเป้าหมายดัชนีเบื้องต้นไว้ที่ระดับ 1,510 จุด โดยมีปัจจัยหนุนหลัก 3 ประการ ได้แก่
- ผลประกอบการไตรมาสที่มีแนวโน้มออกมาดี โดยคาดว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนมีโอกาสเติบโตเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นกว่า 16% ในช่วงเวลาเพียงเดือนกว่าๆ ซึ่งเป็นผลบวกโดยตรงต่อตลาดหุ้นไทยที่มีสัดส่วนหุ้นกลุ่ม Commodity สูง
- การไหลกลับของเม็ดเงินต่างชาติ ที่เริ่มเห็นสัญญาณแล้วประมาณ 5 หมื่นล้านบาท และยังมีช่องว่างอีกมากที่ฟันด์โฟลว์จะไหลกลับเข้ามาเพิ่มเติม
แนะจับตาเสถียรภาพการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
ภราดรระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องให้น้ำหนักมากที่สุดในขณะนี้คือ "เสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง" ซึ่งตลาดมีความคาดหวังว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปตามไทม์ไลน์ มีเสียงข้างมากที่แข็งแรง และสามารถผลักดันนโยบายให้เกิดการปฏิบัติได้จริง หากเกิดความล่าช้าหรือขาดความชัดเจน อาจกลายเป็นปัจจัยกดดันให้ดัชนีย่อตัวลงและทำให้ฟันด์โฟลว์ชะลอตัวได้
ลงทุนตอนนี้ยังไงไม่ให้เสี่ยงติดดอย
เนื่องจากดัชนีปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรง ภราดรประเมินว่าดัชนีบริเวณ 1,430 จุด ถือเป็นแนวรับที่แข็งแกร่งมาก โดยธีมการลงทุนแนะนำให้เน้นหาหุ้นที่ราคายังปรับตัวขึ้นไม่ร้อนแรงเท่ากับตลาดรวม (Laggard) แต่มีแรงซื้อสะสมจากนักลงทุนต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นตัวผลักดันให้ราคาหุ้นขยับขึ้นตามฟันด์โฟลว์ได้
หุ้นเด่นที่แนะนำ (Top Picks) ได้แก่ BDMS, CPN, MTC, CBG, AMATA, GUNKUL และ SJWD เป็นต้น



