จีนได้ประกาศปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 8 แห่งในมณฑลกวางตุ้งเมื่อต้นปี 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการลดการปล่อยคาร์บอนและส่งเสริมพลังงานสะอาด การปิดโรงไฟฟ้าครั้งนี้ส่งผลให้กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในมณฑลกวางตุ้งแซงหน้าถ่านหินเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
รายละเอียดการปิดโรงไฟฟ้า
โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้ง 8 แห่งที่ถูกปิดมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ โดยตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่สำคัญของจีน การปิดโรงไฟฟ้าเหล่านี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลกลางที่ต้องการลดสัดส่วนพลังงานถ่านหินลงให้เหลือต่ำกว่า 50% ภายในปี 2573
นายหลี่ เฉียง (Li Qiang) นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่า "การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีน"
ผลกระทบต่อภาคพลังงาน
หลังการปิดโรงไฟฟ้า กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในกวางตุ้งเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วน 51% ของกำลังการผลิตรวม เทียบกับ 49% จากถ่านหิน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พลังงานสะอาดมีสัดส่วนมากกว่าถ่านหินในมณฑลนี้ พลังงานสะอาดที่ใช้主要包括 พลังงานลม แสงอาทิตย์ และนิวเคลียร์
ตามข้อมูลจากสำนักงานพลังงานแห่งชาติจีน (National Energy Administration) พบว่าในปี 2567 จีนติดตั้งกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นรวม 250 กิกะวัตต์ ทำให้กำลังการผลิตรวมจากพลังงานสะอาดทั่วประเทศสูงถึง 1,200 กิกะวัตต์ คิดเป็น 45% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
ความท้าทายและอนาคต
แม้การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินจะเป็นสัญญาณที่ดี แต่จีนยังคงเผชิญกับความท้าทายในการรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า เนื่องจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์มีความไม่แน่นอน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่
ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานจากมหาวิทยาลัยซิงหัว (Tsinghua University) กล่าวว่า "การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินครั้งนี้เป็นก้าวที่กล้าหาญ แต่จีนต้องลงทุนอย่างหนักในเทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบส่งกำลังไฟฟ้าเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างราบรื่น"
นอกจากนี้ จีนยังมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 60% ภายในปี 2573 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2603 การปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินในกวางตุ้งจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความพยายามในวงกว้างทั่วประเทศ



