เงินบาทแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนที่ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ตามแรงหนุนจากเงินดอลลาร์อ่อนค่า ขณะที่นักวิเคราะห์จับตาทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการประชุมครั้งต่อไป
บาทแข็งค่าจากปัจจัยภายนอก
เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568 ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง โดยแตะระดับ 35.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน โดยมีปัจจัยหลักจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง หลังจากที่เฟดส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวลง ซึ่งอาจทำให้เฟดลดดอกเบี้ยลงในปีนี้ ส่งผลให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าและเงินบาทแข็งค่าขึ้นตามลำดับ
นักวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้ม
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักวิเคราะห์จากธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า “เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องในระยะสั้น โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวที่ 35.30-35.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ” อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงจับตาทิศทางนโยบายการเงินของเฟดในการประชุมวันที่ 19-20 มีนาคมนี้ ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าเงินบาทในระยะต่อไป
ด้านนายจิรวัฒน์ วงศ์จินดา นักวิเคราะห์จากธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า “หากเฟดส่งสัญญาณคงดอกเบี้ยหรือลดดอกเบี้ย เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 35.30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ”
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของไทย เนื่องจากสินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อต่างประเทศ โดยนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า “ผู้ประกอบการส่งออกกังวลว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ”
ขณะเดียวกัน เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นจะช่วยลดต้นทุนการนำเข้า โดยเฉพาะสินค้าพลังงานและวัตถุดิบ ซึ่งอาจช่วยชะลอเงินเฟ้อในประเทศได้



