กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดตัวโครงการ 'โคขุนไทย' อย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายสร้างรายได้จากการส่งออกเนื้อวัวคุณภาพสูงถึง 15,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี พร้อมยกระดับมาตรฐานการเลี้ยงโคเนื้อของไทยให้เทียบเท่าสากล
รายละเอียดโครงการ 'โคขุนไทย'
นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์ กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ และภาคเอกชน โดยจะสนับสนุนเกษตรกรให้หันมาเลี้ยงโคขุนตามระบบมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) และมาตรฐานสากลอื่นๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าเนื้อวัวไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
โครงการนี้ตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนโคขุนในระบบจากปัจจุบันประมาณ 300,000 ตัว เป็น 500,000 ตัว ภายในปี 2570 โดยจะเน้นการพัฒนาสายพันธุ์และคุณภาพเนื้อให้ได้มาตรฐานตามที่ตลาดต้องการ โดยเฉพาะตลาดส่งออกสำคัญ เช่น จีน ฮ่องกง เวียดนาม และมาเลเซีย
โอกาสทางการตลาดและผลกระทบต่อเกษตรกร
นายประยูรกล่าวว่า ความต้องการเนื้อวัวคุณภาพสูงในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชียที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจ โครงการนี้จะช่วยให้เกษตรกรไทยมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20% จากการขายโคขุนเทียบกับโคเนื้อทั่วไป
“เราคาดว่าโครงการนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อใน 20 จังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงโคขุนหลัก” นายประยูรกล่าว
การสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน
รัฐบาลจะสนับสนุนในเรื่องของเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับเกษตรกรที่ต้องการปรับปรุงฟาร์ม ซื้อพ่อแม่พันธุ์ และพัฒนาระบบการจัดการฟาร์มให้ได้มาตรฐาน ขณะที่ภาคเอกชนจะเข้ามามีส่วนร่วมในด้านการตลาดและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ
นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์จะจัดฝึกอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรในเรื่องการเลี้ยงโคขุน การจัดการอาหารสัตว์ และการป้องกันโรค เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ
แผนการส่งออกและเป้าหมายรายได้
ในระยะแรก โครงการจะเน้นการสร้างตลาดในประเทศก่อน ควบคู่กับการเจรจากับประเทศคู่ค้าเพื่อเปิดตลาดส่งออกเนื้อวัวไทยเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าส่งออกเนื้อวัวแช่แข็งและแปรรูปไปยังตลาดจีนและฮ่องกง ซึ่งมีกำลังซื้อสูง
“เราเชื่อว่าเนื้อวัวไทยมีศักยภาพสูง โดยเฉพาะเนื้อโคขุนที่เลี้ยงด้วยข้าวโพดและมันสำปะหลังของไทย ซึ่งให้รสชาติเฉพาะตัว” นายประยูรกล่าวทิ้งท้าย



