แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย หวังกระตุ้นจีดีพีโต 3.5% ในปี 2568
แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย หวังกระตุ้นจีดีพีโต 3.5%

รัฐบาลไทยเปิดตัวแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 หวังกระตุ้นให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวร้อยละ 3.5 ในปี 2568 โดยเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก

รายละเอียดแผนฟื้นฟู

นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เปิดเผยว่า แผนดังกล่าวประกอบด้วยมาตรการสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การลงทุนในโครงการขนส่งมวลชนและระบบราง การสนับสนุนการท่องเที่ยว การช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชน และการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าและเซมิคอนดักเตอร์

“เราตั้งเป้าหมายให้จีดีพีโต 3.5% ในปีหน้า ซึ่งจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างงานที่มีคุณภาพให้กับประชาชน” นายเศรษฐากล่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

มาตรการกระตุ้นการบริโภค

ในส่วนของการบริโภคภายในประเทศ รัฐบาลจะแจกเงินดิจิทัลให้กับกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย โดยวงเงินรวม 50,000 ล้านบาท ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง พร้อมทั้งลดภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคชั่วคราวเป็นร้อยละ 5 เป็นระยะเวลา 6 เดือน

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช้อปดีมีคืน ซึ่งให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีสำหรับการใช้จ่ายในร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท โดยคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568

การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

ด้านการลงทุน รัฐบาลจะเร่งรัดโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 1 ล้านล้านบาทในปี 2568

“การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ” นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติม

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การท่องเที่ยวและส่งออก

ภาคการท่องเที่ยวถูกกำหนดให้เป็นเครื่องยนต์หลัก โดยรัฐบาลตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคนในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 35 ล้านคนในปี 2567 โดยจะมีการออกมาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจาก 50 ประเทศ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

ด้านการส่งออก รัฐบาลจะสนับสนุนการเจรจาเขตการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหภาพยุโรปและตะวันออกกลาง เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า โดยคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวร้อยละ 4 ในปี 2568

การช่วยเหลือค่าครองชีพ

เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ รัฐบาลจะตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร และตรึงราคาก๊าซหุงต้มไม่เกิน 400 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม รวมถึงการลดค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ลงร้อยละ 10 สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน

“มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดภาระให้กับประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่” นายกรัฐมนตรีกล่าว

การสนับสนุนการลงทุนต่างชาติ

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จะเสนอสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับนักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุด 8 ปี สำหรับการลงทุนในเขตอีอีซี

ทั้งนี้ รัฐบาลคาดว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) จะเพิ่มขึ้นเป็น 8 แสนล้านบาทในปี 2568 จาก 6.5 แสนล้านบาทในปี 2567

ความท้าทายและข้อกังวล

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางรายแสดงความกังวลเกี่ยวกับการขาดเสถียรภาพทางการคลัง เนื่องจากแผนดังกล่าวต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก ขณะที่หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ร้อยละ 60 ของจีดีพีแล้ว

“การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้จ่ายภาครัฐอาจทำให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนในระยะยาว” ดร. อานนท์ วิเศษสุวรรณ นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก เช่น ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย

สรุป

แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ของรัฐบาลไทยมุ่งเป้าจีดีพีโต 3.5% ในปี 2568 โดยใช้มาตรการกระตุ้นการบริโภค การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การท่องเที่ยว และการช่วยเหลือค่าครองชีพ แม้จะมีความเสี่ยงด้านการคลังและปัจจัยภายนอก แต่รัฐบาลเชื่อมั่นว่าแผนดังกล่าวจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน