คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อเนื่อง สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยเป็นการคงดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ติดต่อกัน หลังจากที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยรวม 0.25% ในปี 2567
เหตุผลในการคงดอกเบี้ยนโยบาย
นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน โดยคาดการณ์ GDP โต 3.0% ลดลงจาก 3.2% ในปี 2567 ปัจจัยหลักมาจากการส่งออกที่ฟื้นตัวช้า และกำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่กลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% แต่มีความเสี่ยงด้านต่ำจากราคาพลังงานและอาหารที่ผันผวน กนง. จึงเห็นว่าการคงดอกเบี้ยจะช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยไม่เร่งรัดนโยบายการเงินที่ตึงตัวเกินไป
ผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ
การคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ส่งผลต่อภาระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยังคงสูง ลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลจะยังเผชิญดอกเบี้ยสูง ขณะที่เงินฝากยังคงได้รับผลตอบแทนที่ดี นายปิติกล่าวว่า กนง. ติดตามสถานการณ์หนี้ครัวเรือนอย่างใกล้ชิด ซึ่งอยู่ที่ระดับสูงถึง 90% ของ GDP
ทางด้านตลาดหุ้นไทย นักวิเคราะห์มองว่าการคงดอกเบี้ยเป็นกลางต่อตลาด เนื่องจากสอดคล้องกับที่คาดไว้ แต่เงินบาทอาจแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากส่วนต่างดอกเบี้ยกับสหรัฐฯ ที่แคบลง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากสงครามการค้าโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นปัจจัยกดดัน
แนวโน้มดอกเบี้ยในอนาคต
กนง. ส่งสัญญาณว่าอาจปรับลดดอกเบี้ยในครึ่งหลังของปี 2568 หากเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงกว่าคาด โดยปัจจุบันมีมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องการนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจในระยะถัดไป โดยเฉพาะการฟื้นตัวของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว
นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารพาณิชย์หลายแห่งคาดการณ์ว่ากนง. อาจลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนสิงหาคม 2568 หากตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 2 ออกมาต่ำกว่าคาด ขณะที่บางรายมองว่าอาจคงดอกเบี้ยตลอดทั้งปี



