ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 3 ปี 2566 ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 15 ปี โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 86.3% ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 87.1% และลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 86.8%
รายละเอียดตัวเลขหนี้ครัวเรือน
มูลค่าหนี้ครัวเรือนคงค้าง ณ สิ้นไตรมาส 3 อยู่ที่ 15.6 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เป็นการชะลอตัวลงจากไตรมาส 2 ที่ขยายตัว 3.5% และเป็นอัตราการขยายตัวต่ำสุดในรอบหลายปี สะท้อนถึงการชะลอการก่อหนี้ใหม่ของประชาชน
ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า "การลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงผลของมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด"
ปัจจัยที่ทำให้หนี้ลดลง
สาเหตุหลักมาจากมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงิน เช่น การปรับโครงสร้างหนี้ การพักชำระหนี้ และการลดดอกเบี้ย รวมถึงการขยายตัวของ GDP ที่ดีขึ้นในไตรมาส 3 ที่ขยายตัว 4.5% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ลดลง
นอกจากนี้ ประชาชนเริ่มระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากภาวะเงินเฟ้อและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ทำให้การกู้ยืมใหม่ลดลง โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิต
หนี้ครัวเรือนจำแนกตามประเภท
- สินเชื่อที่อยู่อาศัย: 8.2 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1%
- สินเชื่อรถยนต์: 1.9 ล้านล้านบาท ลดลง 0.5%
- สินเชื่อส่วนบุคคล: 3.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2%
- บัตรเครดิต: 1.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8%
แม้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะลดลง แต่ระดับหนี้ครัวเรือนยังคงสูงเมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ โดยค่าเฉลี่ยของประเทศในเอเชียอยู่ที่ประมาณ 60%
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
หนี้ครัวเรือนที่สูงเป็นอุปสรรคต่อการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน เนื่องจากภาระหนี้บั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน การลดลงของสัดส่วนหนี้ครั้งนี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อระบบการเงิน แต่ยังต้องเฝ้าระวังหนี้เสีย (NPL) ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต
ธปท. คาดว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนจะค่อยๆ ปรับลดลงในปี 2567 ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการดำเนินมาตรการแก้ไขหนี้อย่างต่อเนื่อง



