คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% ต่อปี ในการประชุมครั้งที่ 4 ของปี 2567 ซึ่งสอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยกรรมการเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.7% ในปี 2567
กนง. ปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2567 ลงจาก 2.8% เหลือ 2.7% โดยมีปัจจัยหลักจากการส่งออกที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด และการใช้จ่ายภาครัฐที่ล่าช้า อย่างไรก็ตาม การบริโภคภาคเอกชนยังคงขยายตัวได้ดี โดยเฉพาะในภาคบริการและท่องเที่ยว
สำหรับปี 2568 กนง. คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 3.1% โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐและเอกชน รวมถึงการฟื้นตัวของภาคการส่งออกตามเศรษฐกิจโลก
เงินเฟ้อทั่วไปปี 2567 คาดที่ 1.2%
กนง. คาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 จะอยู่ที่ 1.2% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 1.3% เนื่องจากราคาพลังงานและอาหารสดที่ปรับลดลง ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าจะอยู่ที่ 0.5% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 1-3%
นายปิติ ดิษยทัต เลขานุการ กนง. กล่าวว่า "กรรมการมองว่าเงินเฟ้อที่ต่ำเป็นผลจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก และไม่ได้สะท้อนถึงอุปสงค์ที่อ่อนแอ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องปรับลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ"
จับตาปัจจัยการเมืองและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ
กนง. ระบุว่าเสถียรภาพทางการเมืองและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะนโยบายแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งอาจส่งผลต่อการบริโภคและเงินเฟ้อในระยะต่อไป
นอกจากนี้ กนง. ยังกังวลเกี่ยวกับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการบริโภคในระยะยาว โดยล่าสุดหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 91.4% ของ GDP
ตลาดการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน
กนง. มองว่าตลาดการเงินไทยยังมีความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากแรงกดดันของดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม กนง. เชื่อว่าการคงดอกเบี้ยจะช่วยลดความผันผวนของทุนเคลื่อนย้าย และสนับสนุนเสถียรภาพของระบบการเงินในระยะยาว



