คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 2.50 ต่อปี ในการประชุมวันที่ 16 ตุลาคม 2567 ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยเป็นการคงดอกเบี้ยต่อเนื่องเป็นครั้งที่สองหลังจากที่ปรับลดลง 0.25% ในการประชุมเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
เหตุผลสำคัญที่ กนง. คงดอกเบี้ย
นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ในฐานะเลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังคงมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวดี รวมถึงการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นตามอุปสงค์ของประเทศคู่ค้า อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความไม่แน่นอนจากนโยบายการคลังของรัฐบาลใหม่และความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
แนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ
กนง. ปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2567 เป็นร้อยละ 3.0 จากเดิมร้อยละ 2.8 ในการประชุมครั้งก่อน โดยคาดว่าการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การส่งออกมีแนวโน้มดีขึ้นตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ส่วนคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 2567 อยู่ที่ร้อยละ 1.2 ลดลงจากเดิมร้อยละ 1.4 เนื่องจากมาตรการลดค่าครองชีพของรัฐบาลที่ช่วยชะลอแรงกดดันด้านราคา
มุมมองต่อนโยบายการเงิน
นางสาวชญาวดีกล่าวว่า “คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ โดยยังคงต้องจับตาปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด” นอกจากนี้ กนง. ยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และการเก็งกำไรในตลาดอสังหาริมทรัพย์
ปฏิกิริยาจากตลาดและนักวิเคราะห์
ตลาดการเงินตอบรับการคงดอกเบี้ยดังกล่าวในเชิงบวก โดยค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวผันผวนในช่วงสั้น นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งมองว่า การคงดอกเบี้ยครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของ กนง. ต่อเศรษฐกิจไทย แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม เช่น การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐที่อาจล่าช้า และผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางต่อราคาพลังงาน
ทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต
กนง. ส่งสัญญาณว่าอาจปรับลดดอกเบี้ยลงอีกหากเศรษฐกิจชะลอตัวกว่าคาด ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนคาดว่า กนง. อาจปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ในการประชุมเดือนธันวาคม 2567 ขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ออกมาในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะตัวเลข GDP ไตรมาส 3 และแนวโน้มเงินเฟ้อ



