กนง. มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ต่อเนื่อง
กนง. มีมติเอกฉันท์คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ต่อเนื่อง

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งที่ 5 ของปี 2567 เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2567 มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ต่อปี ตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 หลังจากที่ปรับขึ้นครั้งสุดท้ายในเดือนสิงหาคม 2566

เหตุผลที่ กนง. คงดอกเบี้ย

นางสาวสุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากที่คาดไว้ โดยเฉพาะภาคการผลิตและภาคการส่งออกที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ กนง. เห็นว่าการคงดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันยังเหมาะสมต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป

นอกจากนี้ กนง. ยังได้ปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2567 ลงจากเดิมที่ 2.6% เหลือ 2.5% และคาดการณ์ GDP ปี 2568 ที่ 3.0% โดยปัจจัยสนับสนุนหลักยังมาจากการบริโภคภาคเอกชนและการท่องเที่ยว ขณะที่การส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 2.5% ในปี 2567 และ 3.5% ในปี 2568

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยน

กนง. คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2567 จะอยู่ที่ 0.5% ซึ่งต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาล ส่วนในปี 2568 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.2% ตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ

ด้านอัตราแลกเปลี่ยน คณะกรรมการประเมินว่าเงินบาทมีแนวโน้มผันผวนจากความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดย กนง. จะติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

มุมมองต่อเศรษฐกิจไทย

แม้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัว แต่ กนง. มองว่ายังมีปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ยังขยายตัวดี การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง และการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่คาดว่าจะเริ่มแจกในปี 2568

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะจีนและสหรัฐฯ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการบริโภคของประชาชน

ผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจ

การคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.50% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านและสินเชื่อธุรกิจ ซึ่งเป็นภาระต่อผู้กู้ที่ต้องแบกรับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ขณะที่ผู้ฝากเงินยังได้รับผลตอบแทนจากการฝากเงินในระดับที่สูงขึ้นตามดอกเบี้ยนโยบาย

นักวิเคราะห์คาดว่า กนง. อาจคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับนี้ต่อไปอีกหลายเดือน จนกว่าสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะชัดเจนขึ้น โดยตลาดมองว่าการปรับลดดอกเบี้ยอาจเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 หากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวรุนแรงกว่าคาด