เงินบาทเช้าวันนี้ (22 มิ.ย.) เปิดตลาดที่ระดับ 32.94 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 32.86 บาทต่อดอลลาร์ ตามรายงานของธนาคารกรุงไทย โดยมีปัจจัยหลักจากความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่กลับมาล่มอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่านระลอกใหม่ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นทันที
สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด หนุนดอลลาร์แข็งค่า
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาทได้ทยอยอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์อีกครั้ง โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 32.80-32.95 บาทต่อดอลลาร์ หลังการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมาเผชิญความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดกลับเข้าสู่ภาวะระมัดระวัง หนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดิบได้ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ตอบรับพัฒนาการในตะวันออกกลาง สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อสกุลเงินเอเชีย โดยราคาน้ำมัน WTI ส่งมอบเดือนก.ค. พุ่งขึ้นกว่า 3% ในช่วงเช้าวันนี้ ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าการเจรจาสันติภาพอาจสะดุดลง
การเจรจาหยุดชะงัก อิหร่านเดินออกจากการประชุม
คณะผู้แทนของอิหร่านได้เดินออกจากการประชุมเจรจาสันติภาพร่วมกับคณะผู้แทนสหรัฐฯ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันอาทิตย์ (21 มิ.ย.) เพื่อประท้วงคำขู่ของทรัมป์ที่จะเปิดฉากโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ ทางด้านประธานรัฐสภาและหัวหน้าคณะเจรจาของอิหร่านได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X เตือนว่าสหรัฐฯ ควรระมัดระวังคำพูด และกองทัพอิหร่านพร้อมตอบโต้
ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาทองฟิวเจอร์ร่วงลงกว่า 2% ในช่วงเช้าวันนี้ เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าสงครามอาจยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและเกิดภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งจะลดโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
แนวโน้มดอกเบี้ยเฟดและผลกระทบต่อเงินบาท
สัปดาห์ที่ผ่านมา Dot Plot ใหม่ของเฟดสะท้อนความเสี่ยงการขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ผู้เล่นในตลาดยังมั่นใจเกิน 100% ต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ ล่าสุดผู้เล่นในตลาดประเมินว่าเฟดมีโอกาสราว 56% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้
นายพูนมองว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทกลับมามีกำลังมากขึ้น ตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ โดยเงินบาทอาจทยอยอ่อนค่าลงทดสอบโซนแนวต้าน 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และแนวต้านถัดไปที่ 33.20 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าอาจจำกัด หากประเมินจากความเสี่ยงการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่นที่น่าจะจำกัดเช่นกัน ทำให้เงินดอลลาร์อาจไม่ได้แข็งค่าขึ้นมากนัก
กรอบเงินบาทและคำแนะนำ
ธนาคารกรุงไทยประเมินกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ที่ 32.50-33.20 บาทต่อดอลลาร์ ส่วนกรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 32.85-33.05 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยกรอบ USD/THB ที่ 32.80-33.10 แนะนำทยอยซื้อที่ 32.80 และขายที่ 33.10
สำหรับแนวรับหากเงินบาทแข็งค่าขึ้น อาจติดแถวโซน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ นักกลยุทธ์ย้ำว่าเงินบาทยังเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะเฟด
ปัจจัยที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้
ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกเดือนพ.ค. ของไทย ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ และสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านใหม่ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน อัตราเงินเฟ้อ PCE/Core PCE เดือนพ.ค. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ตัวเลขเงินเฟ้อคาดการณ์ ข้อมูลเบื้องต้นของ PMI เดือนมิ.ย. ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2569 (Final) และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
ทางฝั่งยุโรป ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มนโยบายการเงินของ ECB ผ่านถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่และรายงาน PMI ยูโรโซน โดยตลาดให้โอกาสราว 48% ที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ ส่วนอังกฤษ BOE มีโอกาส 37% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง
ฝั่งเอเชีย ญี่ปุ่นจะรายงาน PMI และ CPI ของโตเกียว โดยตลาดประเมินว่า BOJ มีโอกาสราว 95% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ ขณะที่จีน PBOC อาจคง LPR 1 ปีและ 5 ปีไว้ที่ 3.00% และ 3.50% ตามลำดับ
สำหรับไทย นายพูนประเมินว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% เพื่อหนุนการฟื้นตัวเศรษฐกิจจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ส่วนอัตราเงินเฟ้อยังไม่มีสัญญาณเร่งขึ้นต่อเนื่อง
สถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 3,779.01 ล้านบาท และขายสุทธิพันธบัตรไทย 11,375.87 ล้านบาท



