รัฐบาลได้ประกาศ 8 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงินรวม 1.35 แสนล้านบาท โดยมีโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งจะเริ่มจ่ายให้กลุ่มเปราะบางก่อน ครอบคลุมผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ จำนวน 14.55 ล้านคน คาดว่าจะเริ่มโอนเงินในวันที่ 25 กันยายน 2567 ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ
รายละเอียดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า มาตรการทั้ง 8 ข้อ ประกอบด้วย 1. โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ต สำหรับกลุ่มเปราะบาง 2. ลดค่าไฟฟ้า 3. ลดราคาน้ำมันดีเซล 4. ลดราคาก๊าซหุงต้ม 5. ตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค 6. สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ผู้ประกอบการ 7. มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว และ 8. มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร
สำหรับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ระยะแรกจะจำกัดเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและคนพิการ ซึ่งมีจำนวนประมาณ 14.55 ล้านคน โดยจะได้รับเงินคนละ 10,000 บาท ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ วงเงินรวม 1.45 แสนล้านบาท ส่วนประชาชนทั่วไปจะได้รับในระยะต่อไป
การลดค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมาตรการลดค่าไฟฟ้า โดยปรับลดค่า Ft (ค่าไฟฟ้าผันแปร) สำหรับบ้านที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 200-300 บาทต่อเดือน พร้อมทั้งลดราคาน้ำมันดีเซลลง 1 บาทต่อลิตร และตรึงราคาก๊าซหุงต้มที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม เป็นเวลา 3 เดือน
นายจุลพันธ์กล่าวว่า "มาตรการเหล่านี้จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้โดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง"
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ได้ประมาณ 0.5-1% โดยมีผลคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) จากการใช้จ่ายผ่านดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศและสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาระทางการคลัง เนื่องจากรัฐบาลต้องใช้เงินถึง 1.35 แสนล้านบาท ซึ่งอาจส่งผลต่อหนี้สาธารณะในระยะยาว โดยหนี้สาธารณะของไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 61% ของ GDP
มาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป ยกเว้นโครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่เริ่มจ่ายในวันที่ 25 กันยายน 2567 สำหรับกลุ่มเปราะบาง



