นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงสถานการณ์ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยระบุว่า เงินบาทอ่อนค่าประมาณ 5.4% นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่การเคลื่อนไหวยังคงมีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค
เปรียบเทียบกับอินโดนีเซีย
ธนาคารกลางอินโดนีเซียได้ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบพิเศษเพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลงกว่า 8% ซึ่งเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับผลกระทบจากนักลงทุนที่ขายสินทรัพย์อินโดนีเซียทั้งหุ้นและพันธบัตรรวมประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากความกังวลต่อเสถียรภาพภายในประเทศและการลดสถานะตลาดหุ้นจาก Emerging market สู่ Frontier market
สถานการณ์เงินบาท
สำหรับเงินบาท เงินทุนเคลื่อนย้ายของนักลงทุนต่างชาติสะท้อนการขายสุทธิสินทรัพย์ไทยเพียง 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเริ่มกลับมาไหลเข้าในพันธบัตรระยะยาวและตลาดหุ้นในระยะหลัง แบงก์ชาติยืนยันว่าไม่มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นอกรอบเหมือนกรณีของอินโดนีเซีย เนื่องจากค่าเงินบาทยังมีเสถียรภาพเพียงพอ
- ค่าเงินบาทอ่อนค่า 5.4% จากความขัดแย้งตะวันออกกลาง
- อินโดนีเซียอ่อนค่ามากกว่า 8% และมีการประชุมด่วนขึ้นดอกเบี้ย
- นักลงทุนขายสินทรัพย์ไทยสุทธิ 1.3 พันล้านดอลลาร์ แต่เริ่มไหลกลับ
ทั้งนี้ ธปท. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทต่อไป



