นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ธนาคารโลกได้รายงานข้อมูลรายได้มวลรวมประชาชาติ (GNI) ของประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยและประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งในภูมิภาค
GNI ของไทยปี 2568 สูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน
ข้อมูลของธนาคารโลกระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมี GNI อยู่ที่ 562,095 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ประมาณ 49,606 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากอินโดนีเซียที่มี GNI 1,407,196 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอันดับอื่นๆ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ 559,930 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สิงคโปร์ 501,837 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เวียดนาม 500,206 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มาเลเซีย 455,977 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมียนมา 79,988 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กัมพูชา 50,363 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลาว 17,278 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บรูไน 15,518 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และติมอร์-เลสเต 2,026 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
GNI หรือรายได้มวลรวมประชาชาติ คือมูลค่ารายได้ทั้งหมดที่ประชาชนและธุรกิจของประเทศได้รับ ไม่ว่าจะเกิดจากการทำงาน การผลิต การประกอบธุรกิจ หรือการลงทุนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เป็นข้อมูลสำคัญที่นิยมใช้ประกอบการประเมินระดับการพัฒนาประเทศและสะท้อนขนาดรายได้ของระบบเศรษฐกิจโดยรวม
รัฐบาลเร่งกลไก กรอ. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นางสาวรัชดากล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าไทยยังมีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งในภูมิภาค ทั้งด้านการผลิต บริการ การท่องเที่ยว เกษตรอาหาร โครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ สุขภาพ และห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจอาเซียน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจกับโจทย์การเติบโตที่ต้องเร่งให้สูงขึ้น
นโยบายเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มุ่งขับเคลื่อนให้ประเทศไทยใช้ทุนทางเศรษฐกิจที่มีอยู่เปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใหม่ พลังงานสะอาด ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ การค้า บริการ Wellness และอุตสาหกรรมมูลค่าสูง
ประชุม กรอ. ครั้งที่ 2 วันที่ 8 ก.ค. 2569
รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนการยกระดับเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) อย่างใกล้ชิด ซึ่งมีการประชุมนัดแรกไปเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2569 และมีกำหนดประชุมนัดที่ 2 ในวันที่ 8 ก.ค. 2569 โดยมีวาระสำคัญติดตามความคืบหน้าข้อเสนอภาคเอกชน แก้คอขวดทางเศรษฐกิจ และเร่งเปลี่ยนศักยภาพของไทยให้เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้
สำหรับการประชุม กรอ. ครั้งแรก เห็นชอบในหลักการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ ได้แก่ ด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี และด้านการพัฒนาการอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ โดยมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลแต่ละด้านเป็นประธานคณะอนุกรรมการ พร้อมมอบหมายให้จัดทำประเด็นการขับเคลื่อนเชิงยุทธศาสตร์และจัดลำดับความสำคัญของประเด็นการขับเคลื่อน เพื่อเร่งผลักดันการดำเนินงานให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นระบบ ซึ่งคาดว่าคณะอนุกรรมการแต่ละคณะจะรายงานความคืบหน้าให้ที่ประชุมวันที่ 8 ก.ค. นี้ทราบ
นางสาวรัชดากล่าวทิ้งท้ายว่า “เป้าหมายของรัฐบาลคือทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตเร็วขึ้น ทั่วถึงขึ้น และมีมูลค่าสูงขึ้น โดยใช้จุดแข็งของประเทศเป็นฐานต่อยอดไปสู่การลงทุน งาน รายได้ และโอกาสใหม่สำหรับประชาชน”



