ท่ามกลางวิกฤติค่าครองชีพที่พุ่งสูง ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ จากปัญหาความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบไปหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วย ทั้งราคาวัตถุดิบที่พุ่งสูงจากปัญหาการขนส่ง ค่าครองชีพที่ขยับตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่เงินในกระเป๋าเท่าเดิมสวนทางกับรายได้ที่หยุดนิ่งและค่าใช้จ่ายที่ทะยานไม่หยุด
กรมการค้าภายในเดินหน้า ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ลดค่าครองชีพ
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ติดตามค่าครองชีพอย่างใกล้ชิด ร่วมกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยเฉพาะสินค้าที่มีปัญหาเรื่องความไม่เพียงพอ เช่น บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เป็นวัตถุดิบหลักในการใส่ของกินของใช้ ขณะนี้สถานการณ์เข้าสู่ภาวะที่ดีขึ้น ปริมาณต่อการใช้งานเพียงพอ คลายความกังวลได้ระดับหนึ่ง ส่วนราคามีการปรับลดลงไปบ้างแล้ว
ในช่วงที่ผ่านมา มีหลายสินค้า เช่น อาหารปรุงสำเร็จที่มีการปรับราคาขึ้น กรมฯ ได้เข้าไปติดตามและพบว่าสิ่งที่จะช่วยประชาชนได้ คือ การสร้างทางเลือกในส่วนของการจัดหาวัตถุดิบไปยังร้านข้าวแกง ร้านในตลาดที่ทำอาหารปรุงสำเร็จ เพื่อทำเมนูราคาพิเศษ ซึ่งสอดคล้องกับโครงการไทยช่วยไทยพลัสของรัฐบาลที่ต้องการลดค่าครองชีพให้ประชาชน
ขยายโครงการลดค่าครองชีพทั่วประเทศ รถพุ่มพ่วง 3,800 คัน
นายวิทยากรกล่าวว่า กรมฯ ได้จัดกิจกรรม ‘ไทยช่วยไทยพลัสลดค่าครองชีพ’ ไปแล้ว 20 จังหวัด เหลืออีก 57 จังหวัด โดยมีแผนจัดทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีโครงการรถพุ่มพ่วงจำนวน 3,800 คัน เพื่อช่วยประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงจุดจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยพลัสได้ รวมถึงโครงการลดค่าครองชีพผ่านโรงเรียนต่างๆ ให้กับผู้ปกครอง
ในส่วนของเกษตรกร กรมฯ มีโครงการปุ๋ยธงเขียวพลัส ลดปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ย ซึ่งขณะนี้ปุ๋ยยูเรียในต่างประเทศมีการปรับราคาลงมา ราคาในประเทศจะทยอยปรับตัวลง โดยเชื่อว่าราคาจะมีการปรับลดลง หลังกรมฯ มีโครงการธงเขียวพลัสลดค่าครองชีพ ลดอีกกระสอบละ 300 บาท ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตไม่สูงขึ้นมากจากภาวะปกติ
ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม ต้นแบบยกระดับอุตสาหกรรมมะพร้าวไทย
กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ผลักดันการจัดตั้ง ‘ล้งชุมชนมะพร้าวน้ำหอม’ เป็นต้นแบบ เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกร ควบคุมคุณภาพ ยกระดับมาตรฐาน การคัดแยก การแปรรูป และเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตั้งเป้าให้เป็นช่องทางสำคัญที่เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม พร้อมสร้างระบบบริหารจัดการที่ชุมชนสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองในระยะยาว เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การรวบรวมผลผลิต การตลาด การแปรรูป การเข้าถึงแหล่งทุน การสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุกส่วนของมะพร้าว ไปจนถึงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และแนวคิด Zero Waste ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพด้านราคาและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่เกษตรกรไทย
ในระยะเร่งด่วน กรมฯ เข้าไปรับซื้อผลผลิตในราคานำตลาด พร้อมประสานภาคเอกชน ทั้งสถานีบริการน้ำมัน โมเดิร์นเทรด และร้านค้าต่างๆ เข้ารับซื้อผลผลิตรวมกว่า 10 ล้านลูก แต่เมื่อผลผลิตออกสู่ตลาดสูงถึงวันละประมาณ 2 ล้านลูก มาตรการดังกล่าวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องวางโครงสร้างรองรับทั้งระบบเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย
สิ้นปีเพิ่มล้งชุมชนอีก 10 แห่ง ขยายผลสู่สินค้าอื่น
ล้งชุมชนจะเป็นตัวอย่างนำร่องให้กับสินค้าอื่นด้วย วัตถุประสงค์หลักคือการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกรอื่นๆ โดยให้เกษตรกรมีการประมูลราคาร่วมกัน เพื่อให้เกษตรกรขายกันเอง ไม่ต้องนำขายเองและโดนกดราคา การสร้างกลไกเช่นนี้เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรท้องถิ่น
นอกจากราชบุรีที่เป็นแหล่งปลูกมะพร้าว กรมฯ ยังได้เชิญแหล่งปลูกอีก 3 จังหวัด คือ สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรสงคราม ให้นำเกษตรกรตัวอย่างในการรวมกลุ่ม สหกรณ์ เข้ามารับฟัง เชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีล้งชุมชนเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 10 แห่ง โดยกรมจะมุ่งเป้าไปที่การจัดการเครื่องไม้เครื่องมือ เช่น เครื่องปอกมะพร้าวมีเพียงพอหรือไม่ เครื่องแช่ รวมถึงการจัดการด้านการตลาดทั้งในและต่างประเทศ
กระทรวงพาณิชย์ยังขอให้จัดทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในการจัดทำแผนแม่บทและรูปแบบการบริหารจัดการล้งชุมชน เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างยั่งยืนด้วยตนเองในอนาคต พร้อมนำองค์ความรู้และรูปแบบการดำเนินงานไปขยายผลสู่พื้นที่อื่น โดยเฉพาะในจ.ราชบุรี ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งล้งชุมชนเพิ่มเติมในอำเภอบางแพ ก่อนขยายสู่จังหวัดผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมสำคัญทั่วประเทศ
สถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมไทยปี 2568 ผลผลิตพุ่ง 49.8%
ข้อมูลสถานการณ์มะพร้าวน้ำหอมของไทย ปี 2568 มีเกษตรกรผู้เพาะปลูกจำนวน 56,522 ครัวเรือน พื้นที่เพาะปลูก 305,706 ไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากปีก่อน มีผลผลิตรวม 877,681 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 49.80 จากปี 2567 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและมีฝนตกต่อเนื่อง ส่งผลให้ผลผลิตเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 4,643 กิโลกรัมต่อไร่ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 43
ในปี 2569 (ม.ค.-พ.ค) สินค้ามะพร้าวมีปริมาณการส่งออกทั้งหมด 533,353 ตัน คิดเป็นมูลค่า 568.07 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 9.18% โดยแหล่งผลิตสำคัญ ได้แก่ จังหวัดราชบุรี สมุทรสาคร นครปฐม สมุทรสงคราม และสงขลา ผลผลิตประมาณ 30% จำหน่ายภายในประเทศ และอีก 70% ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยมีตลาดสำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และออสเตรเลีย
แก้ปัญหาราคามะพร้าวแกงดิ่ง งดนำเข้า ลดสต็อก
ส่วนปัญหาราคามะพร้าวแกงที่ตกต่ำขณะนี้ กรมฯ ได้หารือกับผู้ผลิตมะพร้าวแกงรายใหญ่ ขอความร่วมมือลดการนำเข้า ซึ่งขณะนี้การนำเข้าลดลง 60% และในช่วงที่ผ่านมา การนำเข้าแทบจะเป็นศูนย์ แต่ละโรงงานจะมีสต็อกของเดิมอยู่ ซึ่งจะค่อยๆ เคลียร์สต็อกและกำลังซื้อมะพร้าวจากเกษตรกรได้มากขึ้น และจากนี้ได้ลงพื้นที่พูดคุยและตรวจสอบปริมาณมะพร้าวแกงที่เหลืออยู่ และเชื่อมโยงหาผู้ประกอบการเข้าไปรับซื้อ และซื้อนำตลาด ซึ่งราคาเฉลี่ยหน้าสวนที่เกษตรกรจะได้รับอยู่ประมาณ 5-7 บาท/ลูก ต้นทุนการผลิตน่าจะอยู่ประมาณ 6-7 บาท ซึ่งกรมจะต้องเข้าไปดูแลให้เกษตรกรอยู่ได้
กุ้ง: ปัญหาคลี่คลาย รณรงค์กินกุ้งถึงก.ย.
ส่วนปัญหาการส่งออกกุ้งที่มาเลเซียประกาศไม่นำเข้ากุ้งจากไทยจนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้รับผลกระทบนั้น กรมฯ ได้ประสานกับสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งในภาคใต้และมีแผนดำเนินการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมรณรงค์กินกุ้งซึ่งจะจัดไปถึงเดือนก.ย. นอกจากนั้นยังมีการเชื่อมโยงกับท่าเรือโมเดิร์นเทรดในการช่วยดูดซับกุ้งออกจากพื้นที่ให้มากขึ้น และรวมถึงได้รับเงินสนับสนุนในการเชื่อมโยงเข้าไปซื้อกุ้งในพื้นที่และยกระดับราคา
สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยประกาศจะเข้ามาช่วยสำหรับกุ้งที่จะเข้าสู่ระบบโรงงานที่มีมาตรฐานของกรมประมง ซึ่งเชื่อว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยพยุงราคาได้ แต่การเจรจากับมาเลเซียเพื่อหาข้อสรุปก็เป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการและจำเป็น เพราะมาเลเซียเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย
ข้าวไทย: ราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผลผลิตโลกลดจากเอลนีโญ
สำหรับสถานการณ์ข้าวไทย ราคาปีนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากหลายประเทศเร่งการนำเข้าเพื่อรับมือกับสถานการณ์เอลนีโญและสร้างความมั่นคงด้านอาหารภายใน โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และมาเลเซีย คาดการณ์ผลผลิตข้าวโลกปี 69 อยู่ที่ 737 ล้านตัน มีดีมานด์อยู่ที่ 604 ล้านตัน ส่งผลให้มีผลผลิตเกิน (Over Supply) อยู่ที่ 129 ล้านตัน
ผลผลิตข้าวในประเทศปีการผลิต 69/70 คาดการณ์ว่าจะมีปริมาณลดลงที่ 26.73 ล้านตันข้าวเปลือก เทียบกับปีการผลิต 68/69 ที่มีปริมาณ 27.31 ล้านตันข้าวเปลือก ขณะที่ความต้องการมี 23.77 ล้านตันข้าวเปลือก ส่งผลให้มีผลผลิตเกิน 2.96 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลงจากปีการผลิต 68/69 ที่มี 3.81 ล้านตัน แบ่งเป็น ข้าวหอมมะลิ 6.88 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวอื่นๆ 13.69 ล้านตันข้าวเปลือก สำรองสต็อก 2.50 ล้านตันข้าวเปลือก
ปัญหาของข้าวไทยคือต้นทุนการผลิตที่สูง ให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง ประกอบกับมีอุปสงค์ส่วนเกินไปกดราคาข้าว กรมฯ ได้เร่งรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ไม่ว่าจะเป็นการพยุงราคาข้าวผ่านกลไกการซื้อนำตลาด จำหน่ายให้หน่วยงานรัฐ ซึ่งมีเป้าหมาย 3 ล้านตันข้าวเปลือก ราคานำตลาดไม่เกินตันละ 300 บาท นอกจากนี้ยังมีมาตรการชะลอการขายในประเทศ ผ่านมาตรการสินเชื่อชะลอการขายให้เกษตรกร สนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร และเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ รวมไปถึงการพัฒนาข้าวไทยสู่เศรษฐกิจอนาคต โดยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ท้ายน้ำ เป้าหมาย 1 ล้านไร่ และมุ่งพัฒนาการผลิตข้าวประณีต นำร่อง 466 กลุ่ม และสุดท้ายคือการพัฒนาเม็ดพันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาด
สำหรับราคาข้าวเปลือก ขณะนี้ราคาอยู่ที่ 7,000-8,500 บาทต่อตัน ความชื้น 25%



