ครม. ไฟเขียวมาตรการภาษีดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ หนุนตั้งฮับธุรกิจในไทย
ครม. เห็นชอบมาตรการภาษีดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการดำเนินธุรกิจของบริษัทข้ามชาติ โดยมีเป้าหมายดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจของไทย โดยมาตรการดังกล่าวครอบคลุมถึงการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่ย้ายสำนักงานใหญ่หรือจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการระดับภูมิภาคในประเทศไทย

รายละเอียดมาตรการภาษีใหม่

ตามที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงหลังการประชุมครม. ว่า มาตรการนี้จะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทต่างชาติที่เข้ามาจัดตั้งสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (International Headquarters: IHQ) หรือศูนย์ปฏิบัติการธุรกิจระดับโลก (Global Business Center: GBC) ในไทย โดยจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 5 ปี หลังจากนั้นจะลดหย่อนภาษีอีก 50% เป็นเวลา 5 ปี

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติที่ทำงานในบริษัทเหล่านี้ โดยจะเสียภาษีในอัตราคงที่ 15% แทนอัตราก้าวหน้าสูงสุดถึง 35% ซึ่งคาดว่าจะช่วยดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะสูงให้เข้ามาทำงานในประเทศไทย

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เป้าหมายและผลกระทบทางเศรษฐกิจ

นายพิชัย กล่าวว่า มาตรการนี้คาดว่าจะช่วยเพิ่มการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท ในช่วง 5 ปีแรก พร้อมสร้างงานที่มีคุณภาพสูงให้กับแรงงานไทยกว่า 20,000 ตำแหน่ง โดยเฉพาะในภาคบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ

“เราต้องการเปลี่ยนประเทศไทยจากฐานการผลิตไปสู่ศูนย์กลางการบริหารจัดการธุรกิจระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นายพิชัย กล่าว

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

เงื่อนไขการได้รับสิทธิประโยชน์

บริษัทที่ต้องการรับสิทธิประโยชน์จะต้องมีรายได้จากการให้บริการภายในกลุ่มบริษัทไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาทต่อปี และมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 15 ล้านบาทต่อปี รวมถึงต้องจ้างพนักงานที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดอย่างน้อย 10 คน ภายใน 1 ปีนับจากวันที่ได้รับอนุมัติ

มาตรการนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป โดยบริษัทที่ยื่นขอรับสิทธิจะต้องยื่นคำขอต่อกรมสรรพากรภายในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2572

การตอบรับจากภาคเอกชน

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวต้อนรับมาตรการนี้ว่า “เป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยให้ไทยสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียได้”

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบอื่นๆ ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน เช่น กฎหมายแรงงานและกระบวนการขอใบอนุญาตทำงาน