สมภพ ชี้ สหรัฐฯ-จีน ปรับท่าทีร่วมมือการค้าการลงทุนมากขึ้น เหตุเศรษฐกิจจีนโต
สมภพ ชี้ สหรัฐฯ-จีน ปรับท่าทีร่วมมือการค้าการลงทุน

รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ วิเคราะห์กรณี โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เดินทางเยือนจีน พร้อมร่วมประชุมสุดยอดกับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีของจีน โดยระบุว่า สหรัฐฯ และจีนปรับท่าทีร่วมมือการค้าการลงทุนมากขึ้น แยกเป็น 2 เรื่องคือ เศรษฐกิจและธุรกิจ และการเมืองและความมั่นคง

รูปธรรมด้านเศรษฐกิจและธุรกิจ

รศ.ดร.สมภพ กล่าวว่า ทรัมป์นำกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ มาด้วย ซึ่งเป็นตัวแทนของธุรกิจที่ทำให้สหรัฐฯ เป็นอันดับ 1 ของโลก สงครามระหว่างสหรัฐฯ และจีนมี 4 สมรภูมิ ได้แก่ สงครามการค้า สงครามการลงทุน สงครามเทคโนโลยี และสงครามการเงิน การพบปะครั้งนี้จะช่วยให้ผลประโยชน์ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวเด่นชัดขึ้น

คณะกรรมการร่วมด้านการค้าและการลงทุน

เป้าหมายสำคัญที่ทั้งสองชาติได้ตกลงกันที่กรุงโซล เกาหลีใต้ คือการตั้งคณะกรรมการ 2 ชุดร่วมกัน ได้แก่ คณะกรรมการว่าด้วยการค้า และคณะกรรมการว่าด้วยการลงทุน เพื่อลดทอนปัญหาที่อาจบานปลายและช่วงชิงโอกาสทางการค้าการลงทุน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

จีนเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศพัฒนาแล้ว

สหรัฐฯ เล็งเห็นว่าจีนกำลังเปลี่ยนจากประเทศกำลังพัฒนาเป็นประเทศพัฒนาแล้ว โดยประชากรจะมีรายได้เกิน 14,000 เหรียญสหรัฐต่อคนต่อปี และจะมีชนชั้นกลางกว่า 400 ล้านคน มากกว่าสหรัฐฯ ที่มี 350 ล้านคน จีนเปลี่ยนจากโรงงานโลกสู่การเป็นตลาดโลก ขณะที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับจีนมากที่สุด

การยกระดับอุตสาหกรรมของจีน

จีนจะลดการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้แรงงานเข้มข้นและราคาไม่สูง ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศในเส้นทาง One Belt One Road และยกระดับตนเองสู่ธุรกิจไฮเทคมากขึ้น กลุ่มธุรกิจสหรัฐฯ จะเห็นโอกาสลงทุนในจีนเพิ่มขึ้น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ผลกระทบต่อไทย

รศ.สมภพ กล่าวว่า ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของจีน เมื่อสหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับจีน ไทยต้องพิจารณาผลกระทบ และดูว่าไทยยังคงเป็นตัวเลือกในการลงทุนหรือไม่ ต้องศึกษาการย้ายฐานการผลิตของจีนอย่างละเอียด

ด้านความมั่นคง

จะมีการพูดคุยอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะปัญหาการสู้รบในตะวันออกกลาง เพื่อช่วยหาทางลงได้ง่ายขึ้น