มูลค่าตลาดชุดชั้นในไทยในปี 2568 คาดว่าจะแตะ 3.9 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 3.1% จากปีก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากเทรนด์รักสุขภาพที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับชุดชั้นในที่สวมใส่สบายและรองรับกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น รวมถึงความนิยมของแอคทีฟแวร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แบรนด์ไทยครองส่วนแบ่ง 60%
นายสมชาย ธรรมสุจริต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันแบรนด์ชุดชั้นในไทยครองส่วนแบ่งตลาดรวมกว่า 60% โดยเฉพาะวาโก้ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ต่อเนื่องยาวนานกว่า 50 ปี ขณะที่แบรนด์ต่างชาติมีส่วนแบ่งประมาณ 40% โดยเฉพาะเซกเมนต์พรีเมียมที่เติบโตดีจากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว
เทรนด์สำคัญ: สุขภาพและความยั่งยืน
เทรนด์ที่ส่งผลต่อตลาดชุดชั้นในในปีนี้คือการใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคเลือกชุดชั้นในที่ทำจากผ้าเนื้อนุ่ม ระบายอากาศดี และมีคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรีย นอกจากนี้ ความยั่งยืนก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยผู้บริโภคให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้วัสดุรีไซเคิลหรือกระบวนการผลิตที่ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์
แอคทีฟแวร์มาแรง
อีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรงคือแอคทีฟแวร์ หรือชุดชั้นในที่ออกแบบมาเพื่อการออกกำลังกาย โดยเฉพาะเสื้อในที่ให้การรองรับสูงและระบายเหงื่อได้ดี ซึ่งได้รับความนิยมจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่รักสุขภาพ ตลาดแอคทีฟแวร์ในไทยเติบโตเฉลี่ย 10-15% ต่อปี สูงกว่าตลาดชุดชั้นในโดยรวม
นายสมชายกล่าวเสริมว่า “แนวโน้มการเติบโตของตลาดชุดชั้นในยังคงเป็นบวก จากปัจจัยสนับสนุนทั้งการกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ช่วยกระตุ้นยอดขายในร้านค้าปลีก และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทรนด์สุขภาพ ซึ่งเราได้ปรับกลยุทธ์ด้วยการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่ม อย่างชุดชั้นในสำหรับออกกำลังกายและชุดชั้นในที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”
ช่องทางจำหน่ายออนไลน์โตต่อเนื่อง
ช่องทางออนไลน์กลายเป็นช่องทางหลักในการซื้อชุดชั้นใน โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 30% ของยอดขายรวม จากเดิม 20% ในปี 2563 โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับรีวิวและการแนะนำจากผู้มีอิทธิพลทางความคิด (อินฟลูเอนเซอร์) มากขึ้น ขณะที่ช่องทางออฟไลน์อย่างห้างสรรพสินค้าและร้านค้าเฉพาะทางยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการให้บริการวัดขนาดและลองสินค้า
การแข่งขันดุเดือดทั้งราคาและนวัตกรรม
การแข่งขันในตลาดชุดชั้นนับวันยิ่งรุนแรงขึ้น ทั้งจากแบรนด์ไทยและต่างประเทศที่ต่างเร่งเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มฟังก์ชันนัลแวร์ เช่น เสื้อในที่ช่วยยกทรงหรือลดเหงื่อ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มความสบายและความทนทาน
ในแง่ของราคา พบว่าผู้บริโภคยินดีจ่ายมากขึ้นสำหรับชุดชั้นในที่มีคุณภาพดี โดยเซกเมนต์ราคา 500-1,000 บาทต่อชิ้นเติบโตดีที่สุด ขณะที่เซกเมนต์ราคาต่ำกว่า 300 บาทยังคงมีฐานผู้บริโภคจำนวนมาก แต่มีการแข่งขันสูงจากแบรนด์จีนที่นำเข้าสินค้าราคาถูก
สำหรับแนวโน้มในอนาคต คาดว่าตลาดชุดชั้นในไทยจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากนวัตกรรมสินค้าและการขยายช่องทางจำหน่าย โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก



