ท้องทะเลไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากภาวะโลกร้อนและการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอย่างรุนแรง โดยเฉพาะปะการังที่เสี่ยงต่อการฟอกขาวเมื่ออุณหภูมิน้ำทะเลสูงเกิน 30 องศาเซลเซียสเป็นเวลานาน การอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเลจึงกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ปะการังเทียม: บ้านหลังใหม่ใต้ท้องทะเล
หนึ่งในวิธีการสำคัญที่ถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหานี้คือ การจัดสร้างปะการังเทียม ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งอาศัยและอนุบาลสัตว์น้ำ ช่วยทดแทนพื้นที่ธรรมชาติที่เสื่อมโทรม แนวคิดนี้เริ่มต้นหลังวิกฤตปะการังฟอกขาวครั้งใหญ่ในปี 2553 และได้รับการทดลองจนเห็นผลที่เกาะมัลดีฟส์ ปะการังเทียมสามารถสร้างจากวัสดุหลากหลาย เช่น คอนกรีต เหล็ก หรือวัสดุรีไซเคิล
บทบาทของภาคเอกชนในการอนุรักษ์ทะเล
การอนุรักษ์ท้องทะเลไม่ใช่เพียงภารกิจของภาครัฐเท่านั้น ภาคเอกชนหลายแห่งเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ซึ่งมีพื้นที่ปฏิบัติการส่วนใหญ่ในทะเลและตระหนักถึงความสำคัญของระบบนิเวศทางทะเล
คุณชยงค์ บริสุทธิ์สวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานเทคโนโลยี คาร์บอนโซลูชั่น และการเติบโตอย่างยั่งยืน ปตท.สผ. เปิดเผยว่า บริษัทได้ริเริ่มแนวคิด “ทะเลเพื่อชีวิต” (Ocean for Life) เพื่อดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์และฟื้นฟูท้องทะเลอย่างต่อเนื่อง
โครงการปะการังเทียมที่ผ่านมาและผลสำเร็จ
ปตท.สผ. เคยดำเนินโครงการปะการังเทียมหลายโครงการในอ่าวไทย เช่น การนำเรือรบหลวงที่ปลดประจำการมาวางเป็นแนวปะการังเทียมเมื่อปี 2554 ได้แก่ เรือหลวงปราบที่เกาะง่ามน้อย จังหวัดชุมพร และเรือหลวงสัตกูดที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี
ผลการสำรวจแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จอย่างชัดเจน:
- ในปี 2554-2556: พบสัตว์เกาะติด 25 ชนิด และพันธุ์ปลา 27 ชนิด
- ในปี 2565-2566: จำนวนสัตว์เกาะติดเพิ่มเป็น 38 ชนิด และพันธุ์ปลาเพิ่มเป็น 58 ชนิด
นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวยังกลายเป็นแหล่งดำน้ำยอดนิยม ช่วยเพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวให้ชุมชนท้องถิ่น
โครงการประติมากรรมใต้ทะเล Ocean for Life
ล่าสุด ปตท.สผ. ได้เปิดตัวโครงการประติมากรรมใต้ทะเล Ocean for Life ซึ่งเป็นการผสานศิลปะกับการอนุรักษ์อย่างลงตัว โดยประกอบด้วย:
- ประติมากรรมรูปสัตว์ทะเล 9 ชิ้น เช่น เต่าตนุ ม้าน้ำ ฉลามวาฬ และกระเบนจุดฟ้า แต่ละชิ้นมีความสูงเฉลี่ย 2.5 เมตร
- ปะการังเทียมรูปแบบใหม่ (Coral ball) และแบบโดม รวมทั้งหมด 93 ชิ้น
ประติมากรรมเหล่านี้จะถูกวางบริเวณพื้นที่ Buoyancy World ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในเดือนเมษายน 2569 ที่ระดับความลึก 16 เมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร
การศึกษาอย่างรอบคอบเพื่อความยั่งยืน
ก่อนการวางประติมากรรม ได้มีการศึกษามากกว่า 1 ปี ครอบคลุมการออกแบบ การศึกษากระแสน้ำ ความปลอดภัยต่อการสัญจรทางเรือ และการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ปูนโลว์คาร์บอนที่มีปริมาณคาร์บอนต่ำและต้านการกัดกร่อน โดยไม่มีการทาสีบนชิ้นงาน เพื่อให้สัตว์น้ำสามารถอยู่อาศัยได้อย่างปลอดภัย
ความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ
โครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ได้แก่:
- หน่วยงานภาครัฐ: กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
- ภาคการศึกษา: คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ผศ. ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
- ภาคศิลปะ: คณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดย ผศ.มานะ ไทวัฒนกุล
- ชุมชนท้องถิ่น: ชาวเกาะเต่าที่ร่วมคัดเลือกรูปทรงประติมากรรมตั้งแต่เริ่มต้น
ผศ. ดร.ธรณ์ อธิบายว่า ภายใน 3 ชั่วโมงหลังวางประติมากรรม ปลาเล็ก ๆ จะเข้ามาเกาะ และภายใน 2 สัปดาห์ จะมีปลาอาศัยเพิ่มเป็น 15-20 ชนิด ซึ่งช่วยลดความหนาแน่นของนักดำน้ำในแนวปะการังธรรมชาติ และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
ผลลัพธ์ที่คาดหวังและการติดตามประเมินผล
หลังการวางลานประติมากรรมเสร็จสิ้น ปตท.สผ. และพันธมิตรจะติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมิน:
- ประสิทธิภาพในการเป็นบ้านให้สัตว์น้ำและพืชพรรณ
- การเพิ่มขึ้นของปริมาณสัตว์น้ำ
- การฟื้นตัวของระบบนิเวศโดยรอบ
- ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและรายได้ของชุมชน
ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เพื่อต่อยอดโครงการอนุรักษ์ในพื้นที่อื่น ๆ ในอนาคต
สรุป: การดูแลทะเลไทยเพื่อคนรุ่นต่อไป
โครงการ Ocean for Life เป็นตัวอย่างของนวัตกรรมที่ผสมผสานวิทยาศาสตร์และศิลปะ เพื่อแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การอนุรักษ์ทะเลอันกว้างใหญ่ให้ประสบผลสำเร็จได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อรักษาความงดงามและอุดมสมบูรณ์ของท้องทะเลไทยให้คงอยู่สืบไป



