ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงในประเทศเมียนมาได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568 ทางการเมียนมารายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,644 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,408 ราย และยังคงมีผู้สูญหายอีก 139 ราย ซึ่งตัวเลขดังกล่าวคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเมื่อทีมกู้ภัยสามารถเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยที่ห่างไกลได้มากขึ้น
แผ่นดินไหวขนาด 7.7 สั่นสะเทือนหลายเมือง
เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมีขนาด 7.7 แมกนิจูด จุดศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ แรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง อาคารบ้านเรือนพังถล่มจำนวนมาก รวมถึงสะพานและถนนที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ทำให้การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยเป็นไปอย่างยากลำบาก
ความเสียหายรุนแรงในมัณฑะเลย์และสะกาย
เมืองมัณฑะเลย์และเขตสะกายเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด โดยมีรายงานว่าอาคารหลายแห่ง รวมถึงวัดวาอารามและสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ ได้รับความเสียหายหรือพังทลายลงมา ทางการเมียนมาได้ประกาศภาวะฉุกเฉินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และขอความช่วยเหลือจากนานาประเทศ
นานาชาติส่งความช่วยเหลือ
หลายประเทศได้ส่งทีมกู้ภัยและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมายังเมียนมาแล้ว เช่น จีน รัสเซีย อินเดีย และไทย โดยทีมกู้ภัยจากจีนได้เดินทางถึงกรุงเนปิดอว์เมื่อวันที่ 29 มีนาคม พร้อมอุปกรณ์ค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย ขณะที่สหประชาชาติได้จัดสรรเงินช่วยเหลือฉุกเฉินมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการบรรเทาทุกข์
นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวในแถลงการณ์ว่า "เรากำลังทำงานอย่างใกล้ชิดกับทางการเมียนมาและพันธมิตรด้านมนุษยธรรมเพื่อประเมินความต้องการและให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน"
ปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตยังดำเนินต่อ
ทีมกู้ภัยยังคงเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง โดยเฉพาะในเมืองมัณฑะเลย์ที่มีอาคารถล่มจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการกู้ภัยต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายประการ เช่น ไฟฟ้าดับ ขาดแคลนน้ำสะอาด และเส้นทางคมนาคมที่ถูกตัดขาด
เจ้าหน้าที่กู้ภัยชาวเมียนมาเปิดเผยว่า "เราได้ยินเสียงคนติดอยู่ใต้ซากอาคาร แต่เราไม่สามารถเข้าถึงพวกเขาได้อย่างรวดเร็วเพราะซากปรักหักพังมีขนาดใหญ่และไม่มั่นคง"
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม
แผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยวและการก่อสร้าง เมืองมัณฑะเลย์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรมได้รับผลกระทบหนักที่สุด คาดว่ามูลค่าความเสียหายอาจสูงถึงหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีรายงานผู้พลัดถิ่นภายในประเทศหลายหมื่นคนที่ต้องอาศัยในที่พักพิงชั่วคราว
องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ส่งทีมแพทย์และเวชภัณฑ์ฉุกเฉินไปยังพื้นที่ประสบภัย เพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บและป้องกันการระบาดของโรคในศูนย์พักพิง
ความท้าทายด้านการกู้ภัยในพื้นที่ห่างไกล
พื้นที่ชนบทและชุมชนบนที่สูงในเมียนมาได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน แต่การเข้าถึงยังคงเป็นปัญหาสำคัญ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลายและสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ทางการเมียนมาได้ประสานงานกับกองทัพเพื่อใช้เฮลิคอปเตอร์ในการขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์และทีมกู้ภัยไปยังพื้นที่ที่ถูกตัดขาด
ทั้งนี้ ประชาชนในพื้นที่ประสบภัยยังคงต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนในด้านอาหาร น้ำดื่ม ที่พักพิง และการรักษาพยาบาล ขณะที่ทีมกู้ภัยนานาชาติยังคงเดินทางมาสมทบอย่างต่อเนื่อง



