พลทหารวัย 22 ดับปริศนาในเรือนจำ มบท. เผาศพพบช้อนสั้นปนกระดูก ญาติชี้พิรุธหลายจุด
กรณีพลทหารอายุ 22 ปี เสียชีวิตปริศนาระหว่างถูกควบคุมตัวในเรือนจำมณฑลทหารบกฯ จังหวัดปราจีนบุรี กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์ หลังญาติเปิดเผยข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับการตายที่ไม่ชัดเจน รวมถึงการพบช้อนสั้นปนอยู่กับกระดูกหลังเผาศพ
รายละเอียดเหตุการณ์และข้อสังเกตของญาติ
พลทหารรายนี้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ขณะถูกคุมขังในเรือนจำมณฑลทหารบกฯ เนื่องจากทำโทษฐานลากลับบ้านเกินกำหนด โดยถูกสั่งขังเป็นเวลา 15 วัน ก่อนจะเกิดอาการล้มลง ชักเกร็ง และหมดสติในเรือนจำ เพื่อนผู้ต้องขังได้ปฐมพยาบาลและนำส่งโรงพยาบาลค่ายฯ แต่แพทย์แจ้งว่าไม่มีชีพจรแล้ว อัยการจึงส่งผ่าศพไปชันสูตรที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ซึ่งผลชันสูตรระบุว่ากล้ามเนื้อหัวใจโตผิดปกติแบบคั่งเลือด
อย่างไรก็ตาม ญาติของพลทหารได้ออกมาเปิดเผยข้อสงสัยถึง 12 ประการผ่านโพสต์เฟซบุ๊กของ น้ำ-นิชนันท์ วังคะฮาต อดีตผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 10 พรรคประชาชน ซึ่งรวมถึง:
- มุมกล้องวงจรปิดตรงจุดเกิดเหตุมองไม่เห็นรายละเอียด เห็นแต่คนวิ่งเข้าช่วยเหลือ
- ผู้ต้องขังที่ถูกเรียกสอบ 2 ใน 9 คนให้การไม่สอดคล้องกัน และวิธีทำ CPR ไม่ถูกต้อง
- หลังเหตุการณ์นิ่งลง มีการเคาะระฆังส่งสัญญาณให้ผู้คุมเข้ามานำตัวส่งโรงพยาบาล
- เมื่อถึงโรงพยาบาล แพทย์บอกเสียชีวิตแล้ว แต่ไม่มีใครตอบคำถามอัยการเกี่ยวกับเวลาและสถานที่เสียชีวิต
- ญาติถูกขอให้ออกไปคุยอีกห้อง แล้วกลับมาพบมีการทำอะไรกับศพ
- ก่อนเผาศพ สัปเหร่อเคลียร์ร่างกายและใช้ไม้เคาะ เหมือนมีอะไรอุดอยู่ด้านในแข็งๆ ในปาก แต่ไม่ได้ล้วงตรวจ
- หลังเผาศพ ตรงกระดูกเจอช้อนสั้นปนอยู่กับกระดูก กำลังหาทางส่งตรวจ DNA ที่ช้อน
- ไม่มีใบเอกซเรย์ให้ดู ว่ามีอะไรในร่างกายหรือไม่ บอกแค่ผลชันสูตร
- การพูดคุยในไลน์กลุ่มทหารบอกว่ามีการซ้อมหมู จึงทำให้เสียชีวิต
- ใบประวัติการรักษายังไม่ได้จากโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่แจ้งว่าผู้อำนวยการยังไม่เซ็น ต้องตั้งคณะกรรมการก่อน
ข้อเรียกร้องและความคืบหน้า
ญาติของพลทหารได้เรียกร้องให้กองทัพบกชี้แจงข้อกังขาทั้งหมดและทำความจริงให้ปรากฏ พร้อมขอให้สื่อช่วยเกาะติดตามเคสนี้และช่วยเหลือครอบครัว โดยญาติอนุญาตให้โพสต์รูปออกสื่อเปิดหน้าและเปิดเผยเอกสารของพลทหารได้ หากมีความคืบหน้าจากทางกองทัพหรือต้นสังกัดออกมาชี้แจง จะรายงานให้ทราบอีกครั้ง
กรณีนี้สะท้อนถึงความไม่โปร่งใสและข้อกังวลเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมภายในหน่วยทหาร ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชน จำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อหาความจริงและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์คล้ายกันอีกในอนาคต



