ผลการศึกษาใหม่จากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย (USC) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Arteriosclerosis, Thrombosis, and Vascular Biology ระบุว่า ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 มีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญต่อการเกิดภาวะหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะหัวใจล้มเหลวภายในระยะเวลา 3 ปีหลังการติดเชื้อ แม้ในผู้ที่ไม่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลก็ตาม
ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแม้ในผู้ป่วยไม่รุนแรง
ดร.เจมส์ ฮิลเซนรัธ หัวหน้าคณะวิจัยจาก USC กล่าวว่า “ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า แม้การติดเชื้อโควิด-19 ที่ไม่รุนแรงก็สามารถส่งผลกระทบระยะยาวต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ” โดยทีมวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้ป่วยกว่า 10,000 รายที่ติดเชื้อโควิด-19 ระหว่างปี 2020 ถึง 2022 เทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่เคยติดเชื้อ พบว่าผู้ที่เคยติดเชื้อมีความเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายสูงขึ้น 60% และเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูงขึ้น 50% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่เคยติดเชื้อ
ปัจจัยเสี่ยงและระยะเวลา
งานวิจัยยังพบว่า ความเสี่ยงดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงเดิม เช่น โรคเบาหวาน โรคอ้วน หรือโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่ก่อนแล้ว โดยความเสี่ยงจะเริ่มปรากฏชัดเจนภายใน 1 ปีหลังติดเชื้อ และคงอยู่นานถึง 3 ปี ดร.ฮิลเซนรัธ กล่าวเสริมว่า “ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 ควรได้รับการตรวจติดตามสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง”
กลไกที่อาจเป็นสาเหตุ
นักวิจัยสันนิษฐานว่า การติดเชื้อโควิด-19 อาจทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในหลอดเลือด ส่งผลให้เกิดการสะสมของคราบพลัคในหลอดเลือดแดง เกิดลิ่มเลือด และนำไปสู่ภาวะหัวใจวายหรือหลอดเลือดสมองในที่สุด นอกจากนี้ ไวรัสอาจทำลายเซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือดโดยตรง ทำให้การทำงานของหลอดเลือดผิดปกติ
ข้อแนะนำสำหรับผู้เคยติดเชื้อ
คณะผู้วิจัยแนะนำให้ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด-19 โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพหัวใจและหลอดเลือดเป็นระยะ รวมถึงควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน และเลิกสูบบุหรี่ ขณะเดียวกันควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
ดร.ฮิลเซนรัธ กล่าวปิดท้ายว่า “การป้องกันที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 ด้วยการฉีดวัคซีนและปฏิบัติตามมาตรการป้องกันอย่างเคร่งครัด แต่สำหรับผู้ที่ติดเชื้อไปแล้ว การดูแลสุขภาพหลังติดเชื้อและการเฝ้าระวังอาการผิดปกติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง”



