กรมควบคุมโรคเตือนโรคมือเท้าปากระบาดช่วงหน้าฝน เด็กเล็กเสี่ยงสูงสุด
โรคมือเท้าปากระบาดช่วงหน้าฝน เด็กเล็กเสี่ยงสูงสุด

กรมควบคุมโรคออกประกาศเตือนโรคมือเท้าปากกำลังเข้าสู่ช่วงระบาดตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงเปิดเทอมที่ตรงกับฤดูฝน ส่งผลให้เด็กเล็กมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 25 มิถุนายน 2569 ว่าพบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากสะสมแล้ว 16,332 ราย โดยยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต จำนวนผู้ป่วยในปีนี้ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

กลุ่มเด็กเล็กอายุ 0-4 ปี เสี่ยงสูงสุด

กลุ่มเด็กเล็กอายุ 0-4 ปี มีจำนวนผู้ป่วยสูงที่สุด รองลงมาคือกลุ่มอายุ 5-9 ปี และ 10-14 ปี ตามลำดับ ภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงที่สุด การเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายโดยการสุ่มตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการในปี 2569 พบ Coxsackievirus A16 (ร้อยละ 36.36) เป็นสายพันธุ์หลัก ส่วนสายพันธุ์ก่ออาการรุนแรงอย่าง Enterovirus 71 (EV71) แม้พบในสัดส่วนน้อยแต่ยังต้องเฝ้าระวัง

นายแพทย์มณเฑียรกล่าวว่า จากสถิติย้อนหลัง 10 ปี (พ.ศ. 2558-2568) พบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมของทุกปี ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้นตามวงรอบการระบาดตามฤดูกาล จึงขอให้ครู ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็กเฝ้าสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

อาการที่ต้องสังเกตและข้อควรปฏิบัติ

หากพบเด็กมีไข้ร่วมกับมีแผลหรือจุดแดงในช่องปาก เช่น บริเวณลิ้น เพดานปาก หรือกระพุ้งแก้ม มีผื่นหรือตุ่มน้ำใสบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลำตัว หรือก้น ในเด็กเล็กมีอาการงอแง ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มนม มีน้ำลายไหลหรือบ่นเจ็บปาก ให้สงสัยว่าเป็นโรคมือเท้าปาก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ในกรณีที่มีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง รับประทานอาหารและน้ำได้น้อยมาก ซึมลง ชักเกร็ง อาเจียนมาก หรือหายใจหอบเหนื่อย ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะสมองอักเสบหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

คำแนะนำสำหรับสถานศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ให้คำแนะนำการป้องกันโรคในสถานศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ดังนี้

  1. บุคลากรทางการศึกษาควรคัดกรองเด็กทุกเช้าอย่างเคร่งครัด หากพบเด็กป่วย เช่น มีไข้ มีตุ่มน้ำใสขึ้นที่มือ เท้า หรือมีแผลในปาก ให้แยกออกจากเด็กคนอื่นทันที พร้อมแจ้งผู้ปกครองให้รับเด็กกลับบ้านและให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายดี
  2. หากมีเด็กป่วยตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกันใน 1 สัปดาห์ ต้องปิดห้องเรียนที่มีเด็กป่วยอย่างน้อย 1 วัน เพื่อทำความสะอาดและเฝ้าระวังคัดกรองเด็กป่วยให้เข้มข้นต่ออีก 1 สัปดาห์
  3. ทำความสะอาดเครื่องใช้ ของเล่นเด็ก และพื้นที่ห้องเรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสม เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน สบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อหรือสารละลายคลอรีน เช่น น้ำยาฟอกขาวผสมกับน้ำตามอัตราส่วนที่เหมาะสม
  4. ส่งเสริมพฤติกรรมอนามัยที่เหมาะสมแก่เด็กและผู้ดูแล โดยเน้นการล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังขับถ่ายและหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรือสิ่งขับถ่ายของเด็ก เนื่องจากเชื้อสามารถติดต่อและแพร่กระจายได้ผ่านการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพอง และอุจจาระของผู้ป่วย รวมถึงการสัมผัสของเล่น เครื่องใช้ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ

ทั้งนี้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422