องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานล่าสุดว่า หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 คลี่คลายลง ประชาชนชาวไทยมีแนวโน้มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจ รวมถึงเศรษฐกิจในภาพรวม
สถิติการดื่มแอลกอฮอล์ในไทย
จากข้อมูลของ WHO พบว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีอัตราการดื่มแอลกอฮอล์ต่อหัวสูงถึง 8.3 ลิตรต่อปี เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่อยู่ที่ 7.9 ลิตรต่อปี คิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.1 โดยกลุ่มอายุ 15-29 ปี มีอัตราการดื่มสูงที่สุด รองลงมาคือกลุ่มอายุ 30-44 ปี
สาเหตุของการเพิ่มขึ้น
ดร.สาวิตรี อัคราช รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า "สาเหตุหลักมาจากการผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด ทำให้มีกิจกรรมทางสังคมมากขึ้น รวมถึงการเปิดสถานบันเทิงและร้านอาหารที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ตามปกติ นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากความเครียดสะสมในช่วงโควิดที่ทำให้คนหันไปพึ่งแอลกอฮอล์เพื่อผ่อนคลาย"
ผลกระทบต่อสุขภาพ
การดื่มแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น เช่น โรคตับแข็ง โรคหัวใจ และโรคทางสมอง โดยกระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า ในปี 2566 มีผู้ป่วยโรคตับแข็งจากแอลกอฮอล์เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลกว่า 50,000 ราย เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 12
ผลกระทบทางเศรษฐกิจ
นอกจากสุขภาพแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจด้วย เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการสูญเสียผลิตภาพแรงงาน คาดว่ามูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการดื่มแอลกอฮอล์ในปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1.5 ของจีดีพี
มาตรการแก้ไข
รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตรการเพื่อควบคุมการบริโภคแอลกอฮอล์ เช่น การเพิ่มภาษีสรรพสามิต การจำกัดเวลาและสถานที่ขาย รวมถึงการรณรงค์ให้ความรู้ถึงโทษของแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน
นางสาวภคมน ธนาภิวัฒน์ นักวิชาการด้านสาธารณสุข กล่าวว่า "การแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ต้องสร้างค่านิยมที่ไม่สนับสนุนการดื่มแอลกอฮอล์ในสังคม และให้ทางเลือกในการผ่อนคลายที่ปลอดภัยกว่า"



