หิวจริงหรือแค่เครียด? เช็กสัญญาณ Emotional Eating อาการหิวทิพย์
หิวจริงหรือแค่เครียด? เช็กสัญญาณ Emotional Eating

เคยสังเกตตัวเองหรือไม่ว่าเมื่อใดที่งานล้นมือ เจ้านายตามงาน หรือรู้สึกกดดันจนแทบจะระเบิด ร่างกายก็เกิดอาการเรียกร้องหาชานมไข่มุก ของทอด หรือขนมหวานชิ้นโตขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทั้งที่เพิ่งกินข้าวเที่ยงอิ่มไปได้ไม่นาน

อาการแบบนี้ไม่ได้หมายความว่ากระเพาะอาหารกำลังต้องการพลังงานเพิ่มเติม แต่อาจเป็นสัญญาณของภาวะ Emotional Eating หรือที่เรียกกันติดตลกว่า “หิวทิพย์” ซึ่งเป็นการใช้ของกินเป็นเครื่องมือในการเยียวยาจิตใจและจัดการกับความเครียดนั่นเอง

แยกให้ออกระหว่างหิวจริงกับหิวทิพย์

ความสับสนระหว่างความหิวจริงกับความหิวทิพย์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้บ่อย แต่หากลองสังเกตให้ละเอียดจะพบว่าความหิวทั้งสองแบบนี้มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ความหิวทางร่างกาย หรือความหิวปกติ จะค่อยๆ เพิ่มระดับความต้องการขึ้นทีละน้อย กินอะไรก็ได้ที่ทำให้อิ่ม และเมื่อกระเพาะอาหารเต็มก็สามารถหยุดกินได้ พร้อมกับความรู้สึกมีพลังงาน

ความหิวทิพย์ ที่มาจากอารมณ์มักจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน จู่ๆ ก็อยากกินขึ้นมาทันที แถมยังเจาะจงว่าต้องเป็นเมนูเฉพาะ เช่น ของหวานจัดหรือของมันจัด ที่สำคัญคือต่อให้กินจนอิ่มแน่นก็ยังรู้สึกไม่พอใจ หยุดกินไม่ได้ และมักจะจบลงด้วยความรู้สึกผิด โทษตัวเอง หรือเสียใจที่เผลอกินเข้าไป

สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังกินตามอารมณ์

หากคุณมักจะให้รางวัลตัวเองด้วยมื้อใหญ่หลังการประชุมที่เหน็ดเหนื่อย หรือชอบหยิบขนมเข้าปากเพลินๆ ขณะจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ รู้ตัวอีกทีก็หมดถุงโดยที่ยังไม่ได้สัมผัสรสชาติจริงๆ นั่นแสดงว่าคุณอาจกำลังเข้าข่ายภาวะนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

หลายคนรู้สึกอยากกินของอร่อยทุกครั้งที่อารมณ์ไม่ดี ไม่ว่าจะโกรธ เศร้า เหงา หรือเบื่อหน่าย เพราะสมองเรียนรู้ว่าการเคี้ยวหรือการได้รับน้ำตาลจากของโปรดเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการปิดสวิตช์ความเครียดชั่วคราว

วิธีรับมือความเครียดโดยไม่พึ่งของกิน

การกินเพื่อปลอบใจไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากปล่อยให้อารมณ์บงการความหิวบ่อยเกินไป ย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพและน้ำหนักในระยะยาว การรับมือกับภาวะนี้สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการใช้ “กฎ 15 นาที” เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายสั่งให้อยากกินของว่าง ให้ลองชะลอการกินออกไป ดื่มน้ำเปล่าสักแก้ว แล้วลุกไปเดินยืดเส้นยืดสายเปลี่ยนอิริยาบถ หากความหิวหายไป แสดงว่านั่นคือความหิวทิพย์ที่หลอกให้เราอยากเคี้ยว

นอกจากนี้ การหาทางระบายความกดดันด้วยวิธีอื่นที่ไม่พึ่งของกินก็ช่วยได้มาก เช่น การพูดคุยระบายกับเพื่อนร่วมงาน ฟังเพลงโปรดเพื่อปรับอารมณ์ หรือแค่สูดลมหายใจลึกๆ ดึงสติกลับมา รวมถึงการจัดโต๊ะทำงานให้ปลอดจากขนมเพื่อลดสิ่งเร้าเมื่อเกิดความเครียด

หากถึงที่สุดแล้วรู้สึกว่าต้องกินจริงๆ ลองเปลี่ยนมาใช้วิธี กินอย่างมีสติ ด้วยการตักแบ่งอาหารใส่จานในปริมาณพอเหมาะ โฟกัสกับการเคี้ยวและรับรสชาติของอาหาร แทนการตักเข้าปากพร้อมกับพิมพ์งาน

ความเครียดจากการทำงานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่เมื่อเราเริ่มแยกแยะได้ว่าเสียงท้องร้องนั้นมาจากกระเพาะหรือมาจากความกดดัน เราก็จะสามารถเลือกวิธีรับมือที่ใจดีต่อทั้งความรู้สึกและสุขภาพร่างกายได้อย่างแท้จริง