พอเข้าสู่หน้าฝนทีไร สิ่งที่มาคู่กับเสียงฝนก็คือเสียงฟ้าแลบฟ้าร้องปังๆ และเชื่อว่าหลายคนน่าจะเคยได้ยินประโยคคลาสสิกจากผู้ใหญ่ที่บ้านว่า “ฟ้าร้องแล้ว! รีบปิดเน็ต ปิดไวไฟ แล้ววางมือถือเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวฟ้าผ่า!” จนทำเอาวัยรุ่นยุคเน็ตสปีดเก้าอย่างเราถึงกับเซ็ง เพราะกำลังดูซีรีส์หรือเล่นเกมค้างอยู่พอดี...แล้วในยุคที่เน็ตบ้านวิ่งฉิว แถมมือถือก็เป็น 5G กันหมดแล้ว ความเชื่อนี้ยังเป็นเรื่องจริงที่ต้องทำตามอยู่ไหม? หรือเป็นแค่เรื่องเล่าที่ต่อๆ กันมา วันนี้ไทยรัฐออนไลน์จะมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ กัน
ยุคสายทองแดง ที่มาของความเชื่อ “ฟ้าร้องต้องรีบปิดเน็ต”
ถ้าเราย้อนกลับไปซัก 15-20 ปีก่อน ต้องบอกว่าคำเตือนนี้ เป็นเรื่องจริงและควรทำตามอย่างยิ่ง เพราะอินเทอร์เน็ตบ้านในยุคแรกๆ หรือยุคที่เรายังใช้สายโทรศัพท์บ้านเชื่อมต่อเน็ต พวกสาย ADSL ตัวสายข้างในทำมาจาก “ทองแดง” ซึ่งเจ้าทองแดงนี่แหละที่เป็นตัวนำไฟฟ้าชั้นดี ถ้าเกิดแจ็กพอตฟ้าผ่าลงเสาไฟฟ้าหรือสายโทรศัพท์แถวบ้าน กระแสไฟฟ้านับแสนโวลต์จะวิ่งตามสายทองแดงพุ่งตรงเข้าคอมพิวเตอร์หรือกล่องโมเด็มของเราทันที ผลคืออุปกรณ์พังยับเยิน บางรายถึงขั้นไฟลุกเลยทีเดียว จึงไม่แปลกที่คนยุคก่อนจะฝังใจว่าฟ้าร้องต้องรีบถอดปลั๊กเน็ต... สิ่งที่เราต้องระวังไม่ใช่ตัวสัญญาณอินเทอร์เน็ต แต่เป็น “ปลั๊กไฟ” ที่เสียบเราเตอร์ไว้
ปัจจุบัน สายไฟเบอร์และ 5G ปลอดภัยแค่ไหน?
โลกเปลี่ยนไปแล้ว เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตในปัจจุบันอัปเกรดขึ้นมาก จนทำให้ความเสี่ยงแบบเดิมๆ แทบจะหมดไปแล้ว ด้วยเหตุผลตามนี้เลย
เน็ตบ้านยุคไฟเบอร์
เดี๋ยวนี้เน็ตบ้านแทบทุกค่ายเปลี่ยนมาใช้สายใยแก้วนำแสงหมดแล้ว ข้างในสายทำมาจากแก้วหรือพลาสติกเล็กๆ ซึ่งส่งข้อมูลด้วย “แสง” ไม่ใช่ไฟฟ้า เพราะฉะนั้นต่อให้ฟ้าผ่าลงมาใกล้ๆ กระแสไฟฟ้าก็ไม่สามารถวิ่งผ่านสายแก้วนี้เข้ามาทำร้ายเราเตอร์หรือคอมพิวเตอร์ของเราได้เลย
เน็ตมือถือและไวไฟ (Wi-Fi / 4G / 5G)
คลื่นสัญญาณไร้สายที่ลอยอยู่ในอากาศ ไม่ว่าจะเป็นไวไฟหรือสัญญาณมือถือ มันคือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มข้นต่ำมากๆ ไม่ใช่สายล่อฟ้า และไม่มีแรงดึงดูดมากพอที่จะไปสอยสายฟ้าให้ผ่าลงมาที่มือถือของเราได้ การนั่งไถฟีด เล่นเกม หรือต่อไวไฟในบ้านตอนฟ้าร้องจึงปลอดภัยหายห่วง
สิ่งที่น่ากลัวของจริงไม่ใช่สัญญาณเน็ต แต่คือ “ไฟกระชาก”
อ่านมาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะคิดว่า “งั้นก็เล่นเน็ตสบายใจเฉิบ ไม่ต้องปิดอะไรเลยสิ” ...เดี๋ยวก่อน! สิ่งที่เราต้องระวังในยุคนี้ไม่ใช่ตัวสัญญาณอินเทอร์เน็ต แต่เป็น “ปลั๊กไฟ” ที่เราเตอร์เราเสียบค้างไว้กับผนังบ้านต่างหาก
เพราะถึงแม้สายเน็ตจะเป็นไฟเบอร์ที่ไม่นำไฟฟ้า แต่ สายไฟบ้าน ที่จ่ายไฟให้เราเตอร์ยังเป็นสายทองแดงปกติ หากเกิดฟ้าผ่าในบริเวณใกล้เคียง กระแสไฟแรงสูงจะวิ่งเข้าสู่ระบบไฟในบ้าน ทำให้เกิดอาการ “ไฟกระชาก” แรงดันไฟที่พุ่งสูงเกินไปนี้สามารถวิ่งเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊กอยู่จนวงจรไหม้และพังได้ในพริบตา
สรุปชัดๆ ตอนฟ้าร้อง ยังสามารถนอนเล่นเน็ต ต่อไวไฟจากสมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตได้ตามปกติ
สัญญาณเน็ตไม่ได้ล่อฟ้าผ่าแน่นอน แต่ถ้าวันไหนพายุมาแรง ฟ้าผ่าถี่ๆ จนน่ากลัว วิธีเซฟที่สุดคือ เดินไปถอดปลั๊กไฟของเราเตอร์และทีวีออกชั่วคราว เพื่อป้องกันเครื่องพังจากไฟกระชาก หรือหาซื้อปลั๊กพ่วงที่มีระบบกันไฟกระชาก มาใช้ ก็จะช่วยให้เราเล่นเน็ตได้อย่างสบายใจไร้กังวล



