กรมบัญชีกลางประกาศรายละเอียดสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนเมษายน 2569
สวัสดิการแห่งรัฐ เม.ย.69 เงินเข้าวันไหน จ่ายอะไรบ้าง (26.03.2026)

กรมบัญชีกลางแจงสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนเมษายน 2569 เงินเข้าวันไหน-จ่ายอะไรบ้าง

วันนี้ (26 มีนาคม 2569) นายธนะโชค รุ่งธิปานนท์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการอัปเดตสวัสดิการแห่งรัฐสำหรับเดือนเมษายน 2569 โดยเน้นย้ำว่าโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 ยังคงให้สิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่องแก่ผู้มีสิทธิผ่านบัตรประจำตัวประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด

รายละเอียดสิทธิประโยชน์ในเดือนเมษายน 2569

สำหรับเดือนเมษายน 2569 ผู้มีสิทธิจะได้รับสิทธิประโยชน์แบ่งออกเป็นสองช่วงวันที่สำคัญ ดังนี้

  • วันที่ 1 เมษายน 2569: ผู้มีสิทธิจะได้รับวงเงินสิทธิเพื่อซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและค่าเดินทาง ซึ่งไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้และไม่สะสมไปยังเดือนถัดไป ประกอบด้วย
    • วงเงินซื้อสินค้า 300 บาทต่อคนต่อเดือน
    • วงเงินส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม 80 บาทต่อคนต่อทุก 3 เดือน (ครอบคลุมช่วงเมษายนถึงมิถุนายน 2569)
    • วงเงินค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทต่อคนต่อเดือน โดยครอบคลุมบริการต่างๆ เช่น บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) รถไฟ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (ขสมก.) รถไฟฟ้า และรถโดยสารเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ
  • วันที่ 20 เมษายน 2569: ผู้มีสิทธิที่เป็นคนพิการ ซึ่งมีบัตรประจำตัวคนพิการและได้รับเบี้ยความพิการพื้นฐาน 800 บาทต่อเดือน จะได้รับเงินเพิ่มเบี้ยความพิการอีก 200 บาทต่อเดือน โดยเงินจะถูกโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผูกกับระบบพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้มีสิทธิ หรือบัญชีเงินฝากธนาคารของผู้มีสิทธิหรือผู้รับมอบอำนาจที่ใช้รับเงินเบี้ยความพิการ 800 บาท

ช่องทางสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

โฆษกกรมบัญชีกลางได้เน้นย้ำว่า หากประชาชนมีข้อสงสัยหรือต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ Call Center ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หมายเลข 0 2109 2345 หรือ Call Center กรมบัญชีกลาง หมายเลข 0 2270 6400 ในวันและเวลาราชการ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การอัปเดตครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสนับสนุนสวัสดิการสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังมีความท้าทาย เพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและผู้พิการให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น