แม่ผู้ยิ่งใหญ่ บริจาคหัวใจลูกสาววัย 20 ปี ช่วยต่อชีวิตผู้อื่น เป็นดวงที่ 163
แม่บริจาคหัวใจลูกสาววัย 20 ปี ช่วยต่อชีวิตผู้อื่น (23.03.2026)

แม่ผู้ยิ่งใหญ่ บริจาคหัวใจลูกสาววัย 20 ปี ช่วยต่อชีวิตผู้อื่น เป็นดวงที่ 163

เรื่องราวแห่งการให้ที่สะเทือนใจเกิดขึ้น เมื่อแม่ผู้กล้าหาญตัดสินใจบริจาคอวัยวะของลูกสาววัยเพียง 20 ปี หลังเธอประสบอุบัติเหตุจนสมองตาย โดยหัวใจดวงที่ 163 ถูกส่งจากโรงพยาบาลบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ไปยังโรงพยาบาลศิริราช ภายในเวลาเพียง 50 นาที เพื่อช่วยต่อลมหายใจให้กับผู้ป่วยที่รอคอยความหวัง

ภารกิจเร่งด่วนส่งหัวใจดวงที่ 163

จากกรณีที่โลกโซเชียลมีเดียต่างแชร์เรื่องราวซึ้งใจจากเพจเฟซบุ๊กของโรงพยาบาลบ้านโป่งและตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ได้เผยแพร่ภาพและคลิปวิดีโอการส่งมอบหัวใจดวงที่ 163 อย่างเร่งด่วน

ครอบครัวของ นางสาวรัชชนันท์ แก้วโมกข์ หรือ น้องครีม อายุ 20 ปี ที่ประสบอุบัติเหตุจนมีภาวะสมองตาย ได้ยินดีบริจาคอวัยวะ ได้แก่ หัวใจ ตับ และไตทั้งสองข้าง ให้กับศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทย เพื่อนำไปปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยที่รอรับอวัยวะได้มีชีวิตใหม่

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

หลังคณะแพทย์ทำการผ่าตัดเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ได้รีบนำส่งอวัยวะขึ้นรถพยาบาลฉุกเฉินกลับไปยังโรงพยาบาลศิริราชทันที โดยมี พ.ต.ท.ทศพร กลีบแก้ว รองผู้กำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจจราจร พร้อมตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ตำรวจทางหลวง และตำรวจจราจร สภ.บ้านโป่ง ขับรถนำขบวนอำนวยความสะดวก

แม้สภาพการจราจรจะติดขัดในช่วงเย็นวันอาทิตย์ แต่ระยะทาง 76 กิโลเมตร ใช้เวลาเพียง 50 นาทีในการนำส่งอวัยวะ สร้างความประทับใจและคำชื่นชมจากผู้พบเห็นเป็นจำนวนมาก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ความคืบหน้าและคำเปิดใจจากแม่ผู้บริจาค

เมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 23 มีนาคม 2569 นายแพทย์วิบูลย์ ภัณฑบดีกรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านโป่ง พร้อมคณะผู้บริหาร แพทย์ และพยาบาลที่เกี่ยวข้อง ได้มอบพวงหรีดของศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยและโรงพยาบาลบ้านโป่ง รวมถึงเข็มกลัดและใบประกาศเกียรติคุณ ให้แก่ นางสาวฐิตาพา แก้วโมกข์ มารดาของน้องครีม และครอบครัว เพื่อไว้อาลัยและสดุดีเกียรติยศแก่ผู้บริจาคอวัยวะในครั้งนี้

นางศิริสุข เทียนคำ พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ จากทีม Service Plan สาขาบริจาคอวัยวะ เปิดเผยว่า น้องครีมเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบ้านโป่ง เนื่องจากประสบอุบัติเหตุเมื่อคืนวันที่ 20 มีนาคม 2569 มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรงจนเกิดภาวะสมองตาย

ด้วยน้องอายุยังน้อยและเป็นการเสียชีวิตกะทันหัน ในช่วงแรกญาติยังทำใจไม่ได้ แต่จากการให้ข้อมูลของทีมที่ชัดเจนว่า “ภาวะสมองตาย” คือการเสียชีวิตทางกฎหมาย และร่างของน้องจะได้รับการดูแลอย่างมีเกียรติ ทำให้ครอบครัวมั่นใจและยินยอมส่งต่ออวัยวะ

“วินาทีที่ทีมงานได้เห็นคลิปหัวใจ ส่งถึงปลายทางโดยสวัสดิภาพ มีญาติของผู้ป่วยที่รับบริจาคมายืนไหว้กล่าวขอบคุณ ทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องต่างภูมิใจและตื้นตันใจ เนื่องจากภารกิจนำส่งหัวใจดวงที่ 163 นี้ เป็นครั้งแรกของโรงพยาบาลบ้านโป่ง” นางศิริสุขกล่าว

ด้าน นางสาวฐิตาพา แก้วโมกข์ มารดาของน้องครีม เปิดใจว่า เมื่อทราบจากคณะแพทย์ว่าลูกจะไม่มีทางฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว แม้จะรู้สึกเศร้าเสียใจ แต่ก็ต้องยอมรับ ซึ่งตนศึกษาเรื่องนี้มานานและเชื่อว่าการบริจาคอวัยวะคือการสร้างกุศลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

“ขณะที่หัวใจของลูกสาว ถูกเจ้าหน้าที่รีบวิ่งนำส่งปลายทาง สิ่งเดียวที่ตนจะทำได้คือ โบกมืออำลาลูกอย่างภาคภูมิใจ เมื่อตนเห็นคลิปของหญิงรายหนึ่ง ซึ่งคาดว่าอาจเป็นญาติของผู้ที่ได้รับบริจาคอวัยวะออกมากล่าวขอบคุณ ตนรู้สึกปลาบปลื้มและอิ่มบุญเป็นอย่างมาก ที่การจากไปของลูกได้ช่วยต่อชีวิตให้ผู้อื่น” นางสาวฐิตาพากล่าว

เธอยังฝากถึงผู้ที่ได้รับหัวใจของลูกสาวว่า “ตอนนี้หัวใจของลูกไปเต้นอยู่ในร่างของใครอีกคนแล้ว ขอให้เขานำหัวใจของลูกแม่ไปสร้างบุญ สร้างความดีต่อไป”

นอกจากนี้ นางสาวฐิตาพายังได้กล่าวทิ้งท้ายถึงลูกสาวว่า “อยากบอกว่ารักเขามากๆ ชาติหน้าขอให้ได้เกิดในที่ที่มีความสุข ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เจอกันอีกต่อไปแล้ว แต่ลูกก็จะยังคงอยู่ในใจและความรู้สึกของแม่เสมอ”

พิธีกรรมและความสำคัญของการบริจาคอวัยวะ

ร่างของน้องครีมจะตั้งบำเพ็ญกุศล ณ วัดโคกพระเจริญ อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยจะมีพิธีฌาปนกิจในวันพุธที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. ก่อนที่ญาติจะนำอัฐิไปลอยอังคารที่จังหวัดฉะเชิงเทราต่อไป

ด้าน นายแพทย์วิบูลย์ ภัณฑบดีกรณ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านโป่ง เปิดเผยว่า เนื่องจากปัจจุบันผู้ป่วยโรคเรื้อรังระยะสุดท้ายมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แม้เทคโนโลยีทางการแพทย์จะก้าวหน้าไปมาก แต่สิ่งหนึ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถสร้างทดแทนได้ก็คืออวัยวะของมนุษย์

การปลูกถ่ายอวัยวะเป็นหนึ่งในวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ทำให้ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่ลงทะเบียนรอคอยความหวังอยู่หลักหลายพันราย แต่ตัวเลขผู้ที่แสดงเจตจำนงบริจาคจริงกลับมีเพียงหลักร้อยหลักพัน

หนึ่งร่างของผู้บริจาคสามารถสร้างประโยชน์ได้มหาศาล หากอยู่ในภาวะสมองตาย แต่หัวใจยังเต้นอยู่ จะสามารถนำอวัยวะไปปลูกถ่ายต่อชีวิตได้ทันที ทั้งหัวใจ ปอด ตับ ตับอ่อน และไต รวมถึงเนื้อเยื่อ กระจกตา เส้นเลือด และลิ้นหัวใจ

แต่หากเสียชีวิตโดยสมบูรณ์แล้ว ร่างกายก็ยังมีค่าในฐานะ “อาจารย์ใหญ่” เพื่อให้เหล่านักเรียนแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุข ได้ศึกษาทางวิภาคศาสตร์ เพื่อนำความรู้ไปช่วยชีวิตคนอื่นต่อไปในอนาคต

เรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวอย่างของความรักอันยิ่งใหญ่ของแม่ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการบริจาคอวัยวะ ที่สามารถเปลี่ยนความสูญเสียให้เป็นความหวังและชีวิตใหม่ให้กับผู้อื่นได้อย่างแท้จริง