พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตร มีที่มาจากลักษณะเด่นขององค์พระ คือมีพระอุระสูงเด่นเหมือนอกครุฑ และพระเศียรขนาดใหญ่คล้ายบาตรพระ ตำราของตรียัมปวายระบุว่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตเป็นผู้ออกแบบพิมพ์ทรงด้วยตนเอง พร้อมกับพระสมเด็จวัดระฆังฯ ที่ทำในช่วงแรกโดยกลุ่มช่างชาวบ้าน เช่น นายเทศ หลานของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐระบุว่า พระสมเด็จฯ พิมพ์ทรงนี้มีลักษณะเก่าคร่ำแบบบ้านๆ หรือแบบพริมิทิฟ สะท้อนถึงบุคลิกลักษณะของผู้ออกแบบที่ได้รับสมัญนามว่า “ขรัวโต” ตำราโบราณกล่าวว่าด้านหลังมักปรากฏรอยนิ้วมือจากการกดเนื้อพระให้แน่น พบมากกว่าพิมพ์ทรงอื่น ซึ่งในทางพิสูจน์หลักฐานสามารถนำลายพิมพ์นิ้วมือแฝงเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการตรวจพิสูจน์เพื่อดูว่าผู้กดพระมีใครบ้าง ในแต่ละองค์เป็นคนเดียวกันหรือไม่
น่าสนใจว่าพระสมเด็จฯ พิมพ์ทรงนี้ถือเป็นหนึ่งในพิมพ์ทรงที่มีปัญหาเรื่องการแบ่งพิมพ์ย่อยมากที่สุดตั้งแต่ในอดีต ต้นเหตุมาจากผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังหาข้อสรุปที่ลงตัวไม่ได้ ตัวอย่างเช่น พระพิมพ์ทรงย่อยที่ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งเรียกว่า “พิมพ์ใหญ่” นั้น ผู้เชี่ยวชาญอีกท่านหนึ่งบอกว่าเป็น “พิมพ์กลาง” ในขณะที่พระพิมพ์ทรงย่อยที่ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเรียกว่า “พิมพ์กลาง” นั้น กลับถูกเรียกว่า “พิมพ์ใหญ่” โดยผู้เชี่ยวชาญอีกท่านหนึ่ง เป็นต้น ซึ่งแต่ละท่านต่างมีแนวทางวิธีพิจารณาตำหนิพิมพ์ทรงที่แตกต่างกัน
เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสน ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านในปัจจุบันมักเรียกพระสมเด็จฯ พิมพ์ทรงนี้ว่า พิมพ์ทรง “เศียรบาตร” โดยเลี่ยงไม่ระบุถึงพิมพ์ทรงย่อย (ยกเว้นพิมพ์ทรง “ว่าวจุฬา” ที่มีความแตกต่างอย่างชัดเจน) อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” จะขออนุญาตอ้างอิงแนวทางพิจารณาของนิรนามแห่งนิตยสาร “พรีเชียส” มาใช้ในการวิเคราะห์ โดยนิรนามได้แบ่งพิมพ์ย่อยออกเป็น 4 แบบดังนี้
พิมพ์ใหญ่
ดูเผินๆ จะคล้ายกันมากกับพิมพ์กลางและพิมพ์เล็ก โดยลักษณะที่คล้ายกันที่มีปรากฏอยู่ในทั้งสามพิมพ์ทรงย่อย ได้แก่ ศิลปะแม่พิมพ์จะลึกกว่าพระสมเด็จฯ พิมพ์ทรงอื่น เส้นซุ้มครอบแก้วจะเรียวเล็กกว่าซุ้มครอบแก้วของพระสมเด็จฯ พิมพ์ทรงอื่น ไม่มีขอบบังคับแม่พิมพ์ทั้ง 4 ด้าน ตัดขอบห่างจากซุ้มครอบแก้วมากกว่าพระสมเด็จพิมพ์ทรงอื่น พระมีความหนามากกว่าพิมพ์ทรงอื่นใกล้เคียงพิมพ์ทรงเจดีย์
พิมพ์กลาง
มีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกับพิมพ์ใหญ่มาก ที่แตกต่างกันชัดเจนคือ ลักษณะของพระกร ที่พิมพ์กลางจะทอดตรงลงมามากกว่า ห่างจากองค์พระเท่าๆ กันทั้งสองข้าง (พิมพ์ใหญ่จะกางกว่าและพระกรขวาจะห่างองค์พระมากกว่าพระกรซ้าย) พระเพลาจะโค้งน้อยกว่าและไม่ยื่นเรียวแหลมขึ้นไปเหมือนพิมพ์ใหญ่
พิมพ์เล็ก
มีพุทธลักษณะคล้ายคลึงกับพิมพ์กลางมาก ดูเผินๆ จะคิดว่าเป็นพิมพ์เดียวกัน ที่แตกต่างกันคือจะมีซุ้มครอบแก้วที่ดูแคบกว่า อกครุฑดูบางกว่าและเป็นรูปตัววี และที่ฐานชั้นที่สองทางด้านซ้ายมือขององค์พระ ในส่วนขอบด้านบนของฐานจะถูกปาดออกเป็นทางยาว ไปสุดปลายซ้ายมือองค์พระ
พิมพ์แขนหักศอก หรือพิมพ์ว่าวจุฬา
บางตำรายังแบ่งออกเป็นพิมพ์ว่าวจุฬาเล็กและพิมพ์ว่าวจุฬาใหญ่ มีลักษณะเหมือนชื่อพิมพ์ โดยลำพระองค์ตั้งแต่พระศอถึงพระเพลาจะเหมือนว่าวจุฬา ลำพระองค์จะสั้น พุทธลักษณะโดยรวมไม่สวยงามเหมือนพิมพ์อื่นๆ น่าสังเกตว่าพระสมเด็จฯ พิมพ์นี้จะพบเจอเฉพาะเมื่อคราวเปิดกรุครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2500 หรือกรุใหม่เท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีในพระกรุเก่า (พบเจอก่อนเปิดกรุครั้งใหญ่) น่าสนใจว่าเพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
บทส่งท้าย
พระสมเด็จพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตร ตำราโบราณบอกว่าเป็นพิมพ์ทรงที่มีการออกแบบโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตเอง อย่างไรก็ตาม พิมพ์ทรงที่นิยมเล่นหากันในปัจจุบันหรือที่เรียกว่าพิมพ์ทรงมาตรฐานนั้น นิรนามบอกว่ามีอยู่ 4 พิมพ์ทรงย่อย คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก พิมพ์ว่าวจุฬา พระสมเด็จฯ พิมพ์ทรงนี้ยังเป็นหนึ่งในพิมพ์ทรงที่สร้างความสับสนในเรื่องพิมพ์ทรงย่อยมากที่สุด เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านมีวิธีการแบ่งพิมพ์ทรงย่อยที่แตกต่างกัน
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ ด้วยการเรียบเรียงวิธีพิจารณาพระสมเด็จพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตร พิมพ์กลาง ของนิรนาม มานำเสนอเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ดังต่อไปนี้
- ขอบทั้งสี่ด้าน จะไม่ปรากฏขอบแม่พิมพ์เหมือนพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์อื่นๆ อีกทั้งจะไม่ปรากฏรอยสันครูด (ขอบปลิ้น) ขึ้นด้านหน้าอันเกิดจากการใช้ตอกตัดจากด้านหน้าแล้วยกตอกขึ้นด้านบน สาเหตุพอจะสันนิษฐานว่าพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร ส่วนใหญ่จะมีความหนาเป็นพิเศษ วิธีการจรดตอกไม้ไผ่ตัดเนื้อเกินจะต้องทำด้วยความประณีต จะต้องจรดตอกให้พอดีกับเส้นขอบแม่พิมพ์และเมื่อตัดเนื้อส่วนเกินนอกขอบแม่พิมพ์แล้วน่าจะต้องลากตอกไม้ไผ่เขี่ยเนื้อส่วนเกินออกทางด้านข้างแทนการยกตอกขึ้น จึงไม่ปรากฏรอยปลิ้นของเนื้อที่ครูดในขณะที่ยกตอกขึ้น (ในเรื่องของ “ขอบปลิ้น” ที่ไม่ปรากฏในพระพิมพ์นี้นั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่ามีความเป็นไปได้เช่นกัน ที่เกิดจากที่แม่พิมพ์ของพระพิมพ์นี้ส่วนมากมีลักษณะเดียวกับแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯ)
- เส้นซุ้มครอบแก้วจะเรียวเล็กและบางกว่าเส้นซุ้มครอบแก้วของพระสมเด็จพิมพ์อื่นๆ ท่านอาจารย์ตรียัมปวายเรียกว่า ซุ้มเส้นลวด
- พระเศียรจะกลมใหญ่คล้ายบาตรพระ อันเป็นที่มาของชื่อแม่พิมพ์ว่า “เศียรบาตร” ในองค์ที่กดแม่พิมพ์ได้ลึกๆและติดชัดๆ จะเห็นหู ตา จมูกและปากขององค์พระชัดเจน
- พระเกศจะเป็นลักษณะปลีบัวตูมที่สั้นจรดซุ้มครอบแก้ว
- พระกรรณจะหนาและใหญ่เป็นรูปบายศรี
- ลักษณะพิเศษ คือ หัวไหล่ด้านซ้ายขององค์พระจะมีความนูนสูงกว่าหัวไหล่ด้านขวาขององค์พระและจะเอียงลาดจากหัวไหล่ด้านซ้ายขององค์พระไปยังหัวไหล่ขวา สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องมาจากส่วนบนของหัวไหล่ข้างซ้ายขององค์พระเป็นจุดเริ่มต้นของสังฆาฏิจึงต้องนูนสูงกว่า และในองค์พระสมเด็จที่ติดชัดๆ จะปรากฏเส้นสังฆาฏินูนจากหัวไหล่ซ้ายขององค์พระไล่ลงมาถึงพระอุทร เป็นแผ่นค่อนข้างหนาและสวยงาม
- จุดสำคัญอีกจุด เรียกว่า “จุดตาย” คือระหว่างปลายสุดของเส้นซุ้มครอบแก้ว ด้านขวามือขององค์พระจะมีเส้นโค้งเรียวบาง (คล้ายจงอยปากนก) วิ่งเชื่อมกับปลายฐานชั้นที่ 1
- หัวฐานชั้นที่หนึ่ง ทั้ง 2 ข้างจะเป็นหน้าตัด (ตั้งฉากกับขอบล่าง)
- ระหว่างกลางของฐานชั้นที่สองและชั้นที่สาม จะมีรอยยุบตรงกลางฐานเป็นทางยาว
- ฐานทั้ง 3 ชั้น จะไม่ปรากฏลักษณะของฐานหัวสิงห์
- ในองค์ที่พิมพ์ติดชัด เอกลักษณ์ของฐานจะเป็นข้อพิจารณาที่ดีเยี่ยม คือปลายหัวฐานชั้นที่สอง ทางด้านขวามือองค์พระจะชนกับซุ้มครอบแก้ว ส่วนปลายหัวฐานชั้นที่สอง ด้านซ้ายมือขององค์พระจะห่างจากซุ้มครอบแก้ว และฐานชั้นที่หนึ่ง และฐานชั้นที่สอง จะมีความยาวไล่เลี่ยกัน
- พระกรทั้งสองข้างจะทอดตรงลงมามากกว่าพิมพ์ใหญ่ มีความโค้งน้อยกว่าพิมพ์ใหญ่ และพระกรทั้งสองข้างจะมีระยะห่างจากลำพระองค์เท่าๆกันและได้สัดส่วนกัน
- พระเพลาหรือหน้าตักจะโค้งน้อยกว่า และปลายเข่าทั้งสองข้างจะไม่ยื่นเรียวแหลมขึ้นไป เมื่อเทียบกับพิมพ์ใหญ่
- ด้านหลังจะมีแบบหลังเรียบและหลังกาบหมาก
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่เพจ พระสมเด็จศาสตร์ โดย พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ และขอขอบคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่กรุณาเอื้อเฟื้อรูปพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมองค์ครู เพื่อให้ความรู้ และขอขอบคุณท่านเจ้าของพระองค์ปัจจุบัน พระองค์นี้เป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์อกครุฑเศียรบาตร พิมพ์ใหญ่ (ลำพระกรทั้งสองข้างจะอยู่ห่างจากลำพระองค์พอๆกันและจะโค้งน้อยกว่า ในพิมพ์ใหญ่ข้างขวาขององค์พระจะโค้งกว่าและห่างจากลำพระองค์มากกว่าลำพระกรข้างซ้าย) ที่มีความงดงามมากองค์หนึ่ง มีคราบขี้กรุค่อนข้างหนาปกคลุมองค์พระทั้งด้านหน้าและด้านหลัง มีวรรณะสีน้ำตาล ซึ่งมักเป็นวรรณะของคราบขี้กรุพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงถูกต้องตามตำรา มีเอกลักษณ์ของพิมพ์ทรงคือ จะไม่มีเส้นซุ้มด้านล่าง ขอบพระไม่ปรากฏขอบปลิ้น ซึ่งขอบปลิ้นมักจะพบในพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมทุกพิมพ์ยกเว้นพิมพ์นี้ สังเกตเห็นเส้นเล็กเรียวคล้าย “จงอยปากนก” เชื่อมระหว่างปลายเส้นซุ้มด้านขวามือองค์พระกับขอบมุมฐานชั้นที่หนึ่งล่างสุด” (นิรนามบอกว่าเป็นจุดตายในการดูพระพิมพ์ทรงนี้) ด้านหลังเป็นแบบหลังเรียบ ปรากฏคราบกรุสีน้ำตาล เป็นองค์ต้นแบบที่ดีเพื่อใช้ในการศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม
ผู้เขียน พ.ต.ต.คมสัน สนองพงษ์ อดีตตำรวจพิสูจน์หลักฐาน เพจเฟซบุ๊ก – พระสมเด็จศาสตร์



