ย้อนรอยวีรกรรมทหารไทยพลีชีพที่ปราสาทตาควาย-เนิน 350 เปิดแหล่งท่องเที่ยวประวัติศาสตร์
ย้อนรอยวีรกรรมทหารไทยพลีชีพที่ปราสาทตาควาย-เนิน 350

รูปปั้นทหาร 3 นายบนสมรภูมิรบเนิน 350 ใกล้ปราสาทตาควาย ในอิริยาบถที่แตกต่างกันของ “จ่าเริง” หรือ จ.ส.อ. สำเริง คลังประโคน พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา หรือ “น้องวุ้น” และ จ.ส.อ. อโณทัย ป้องแก้ว หรือ “จ่าต้อง” ไม่ได้เป็นเพียงรอยจารึกถึงความเสียสละของผู้กล้าที่พลีชีพเพื่อปกป้องแผ่นดินและรักษาอธิปไตยของไทยในระหว่างการสู้รบระหว่างทหารไทยและทหารเขมรเท่านั้น แต่ยังเป็นอนุสรณ์เตือนใจว่า ครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ คนไทยทั้งประเทศได้รวมเป็นหนึ่งเดียว ส่งกำลังใจไปช่วยเหลือลูกหลานของใครบางคนที่เราไม่เคยรู้จัก ซึ่งกอดปืนฝ่าดงระเบิดสู้รบอยู่หน้าแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

เหตุการณ์สู้รบและความเสียสละของทหารไทย

นับตั้งแต่การเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 เมื่อเวลา 12.00 น. ของวันที่ 24 ธ.ค. 2568 ในเหตุการณ์สู้รบระหว่างทหารไทยและกัมพูชา มีทหารกล้าพลีชีพจำนวน 42 นาย ในพื้นที่ 7 จังหวัดตลอดแนวชายแดนระยะทาง 798 กิโลเมตร ตั้งแต่ จ.อุบลราชธานี, สุรินทร์, บุรีรัมย์, ศรีสะเกษ, สระแก้ว, ตราด และจันทบุรี แม้ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงคงกำลังทหารไว้ที่ตำแหน่งปัจจุบัน ห้ามเคลื่อนย้ายหรือเสริมกำลังเพิ่มเติม แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการฟื้นคืนความสัมพันธ์อาจไม่ง่ายนัก

ท่องรอยจารึกปราสาทตาควาย-เนิน 350

ย้อนรอยวีรกรรมทหารไทยพลีชีพ หลังทวงคืนพื้นที่กลับมาได้ถึง 11 จุด เช่น ภูมะเขือ ช่องอานม้า ปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมืองธม ช่องบก สัตตะโสม ช่องจอม สายตะกู พระวิหาร และพลาญยาว กองทัพไทยยังคงเดินหน้าการสร้างรั้วคอนกรีตที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ระหว่างหลักเขตที่ 52-54 ฝั่งตรงข้ามเมืองพระตะบองของเขมร ระยะทาง 1.3 กิโลเมตร ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย. 2569 รวมถึงโครงการสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบเฝ้าตรวจชายแดนอัจฉริยะหลักเขต 55-66 ที่ ต.หนองตาคง และ ต.คลองใหญ่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ขณะเดียวกัน พื้นที่ตลอดแนวรบด้าน จ.ศรีสะเกษ และสุรินทร์ ได้มีการปรับเส้นทางคมนาคม ตัดถนนส่งกำลังบำรุง และปรับสภาพภูมิทัศน์ เปิดพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้เรื่องราวสำคัญของพื้นที่ชายแดนและรำลึกถึงวีรกรรมของผู้กล้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยกำหนดเส้นทางเดินเท้าศึกษาประวัติศาสตร์ระยะทาง 2.9 กิโลเมตร

เสียงสะท้อนจากประชาชน

“อยากให้สร้างทุกจุด ช่องบก ช่องจอม พลาญยาว ตรงไหนที่ทหารไปเสียชีวิต ทำอนุสาวรีย์ให้เขา คนมาเที่ยวจะได้ไม่ลืมว่า บ้านเมืองเราที่รอดมาได้ เพราะมีคนเสียสละ ผมยังจำธงชาติเปื้อนเลือดของจ่าเริงได้เลย เราไม่ได้เห็นของจริง แต่เห็นรูปผ่านสื่อโซเชียล ยังน้ำตาไหล ใจเขาต้องขนาดไหน ถึงกล้ายอมตาย...นัดพรรคพวกไว้แล้ว ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จะขึ้นไปเที่ยว เห็นว่าเปิดรอบแรก คนไปเที่ยวเยอะมาก ยังไงก็ต้องไป” พรชัย สุธานนท์ ชาว จ.นครสวรรค์ ที่มาอาศัยอยู่ใน กทม. กล่าว

แม้ปราสาทตาควายและเนิน 350 จะไม่ใช่สถานที่สวยงามทางธรรมชาติที่มีน้ำตกและวิวทิวทัศน์เหมือนแหล่งท่องเที่ยวทั่วไปในประเทศไทย แต่ภาพจำในช่วงเหตุการณ์สู้รบไทย-กัมพูชายังคงไม่เลือนหาย นอกจากเสียงปืนใหญ่ ระเบิด และเสียงเครื่องบินเอฟ 16 ที่ตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามเพื่อสกัดความสูญเสียของทหารไทยแล้ว ยังมีเสียงร้องไห้และคำพูดห่วงใยของครอบครัวทหารที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

“อ่านข่าว ปราสาทตาควาย เป็นพื้นที่ปะทะหนัก ทหารไทยถูกเขมรโจมตีหลายครั้ง จะยึดของเราให้ได้ รอบแรกมีพลทหารบินโดรน ถูกระเบิดจากโดรนเสียชีวิต เราใจเสีย ทำอะไรไม่ได้ ส่งใจ ด้วยการไปดักรอมูลนิธิร่วมกตัญญูซื้อน้ำไปบริจาค ส่งให้ทหาร อยากได้อะไรขอให้แจ้งบอก เราไปรบไม่ได้ ก็ส่งของไป...ใครจะไปลืมวีรกรรมของทหาร ไม่มีเขา เราจะนอนหลับอยู่ดีหรือ” แฟนคลับลายพราง กล่าว

เปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

หลังกองทัพภาคที่ 2 และ จ.สุรินทร์ นำร่องเปิดเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติ “ปราสาทตาควาย-เนิน 350” รอบแรกมีนักท่องเที่ยวแห่จองคิวเข้าชมรอบละ 1,000-1,500 คน และในช่วงวันหยุด 13-14 มิถุนายน 2569 จะเปิดรับนักท่องเที่ยวอีกครั้ง

นิตยาพร ม่วงมิตร ชาว จ.ศรีสะเกษ เชื่อว่าช่วงวันหยุดนี้จะมีนักท่องเที่ยวขึ้นไปที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 ล้นแน่นอน เนื่องจากบ้านอยู่ใกล้ปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ จึงจะไปเที่ยวพร้อมญาติและเพื่อน ๆ สาเหตุที่ต้องไปเพราะเหตุผลคงไม่ต่างจากคนอื่น ๆ คือ พื้นที่ตรงนี้ไม่ธรรมดา เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ มีทหารพลีชีพรักษาแผ่นดินเอาไว้

“วันที่มีการปะทะหนักๆ ที่ปราสาทตาควาย เชื่อว่าใจคนไทยทั้งประเทศไปรวมอยู่ที่นั่น เรากินอิ่ม นอนอุ่น อยู่ในเมือง แต่ลูก หลานใคร ผัวใคร ก็ไม่รู้ มาถือปืนยิงสู้กับเขมร เขาเสียสละชีวิตปกป้องแผ่นดิน แต่เราแค่เดินขึ้นไปรำลึก นึกถึงบุญคุณของเขา แม้วันนี้เขาจะตายไปแล้ว แต่คนที่ยังอยู่ก็ควรต้องถ่ายทอดให้ลูกหลานฟังว่า พื้นที่ตรงนี้เคยเกิดอะไรขึ้น เบื้องหลังการเสียสละชีวิตของทหาร ยังมีครอบครัวเขาที่สูญเสียด้วย” นิตยาพรกล่าว

นิตยาพรบอกว่าเรื่องราวการสู้รบของทหารไทยเมื่อปี 2568 ทั้ง 2 รอบ คนไทยทุกคนต่างช่วยกันเขียนเรื่องราว คนในเมืองไม่ได้ไปรบ แต่เป็นกองหนุนส่งเสบียง อาหาร อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่กองทัพหรือสิ่งที่ทหารต้องการ ทั้งพระ ชาวบ้าน ทุกอาชีพเอาใจไปวางอยู่ที่ชายแดนไทย-เขมร แม้คนไทยส่วนใหญ่จะลืมเร็ว แต่อยากบอกว่าอย่างไรเราก็ยังไม่ลืมการเสียสละของ “จ่าเริง” และทหารทุกนาย

“ห้ามไปใกล้ หน้าผานะครับ ตกไปช่วยไม่ได้ เป็นคนเขมรเลยนะ” เสียงโทรโข่งของจ่าทหารที่อยู่ประจำจุดบริเวณเนิน 350 ร้องเตือนนักท่องเที่ยวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา