ข้อมูลจากโครงการโคเปอร์นิคัส มารีน เซอร์วิส ของสหภาพยุโรป เปิดเผยว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทั่วโลกในเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 20.98 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยทำลายสถิติเดิมที่เคยเกิดขึ้นในปี 2566 และ 2567 นอกจากนี้ ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 ยังเป็นช่วงที่มหาสมุทรทั่วโลกมีอุณหภูมิสูงผิดปกติอย่างต่อเนื่อง โดยมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยอยู่ที่ 20.04 องศาเซลเซียส ซึ่งต่ำกว่าสถิติสูงสุดของช่วงเดียวกันในปี 2567 เพียงเล็กน้อย ขณะที่หลายพื้นที่ทั่วโลกยังคงเผชิญกับคลื่นความร้อนในทะเลที่ยืดเยื้อ
สัญญาณเตือนจากมหาสมุทร
คาร์โล บวนเตมโป ผู้อำนวยการโครงการโคเปอร์นิคัส ไคลเมต เชนจ์ เซอร์วิส กล่าวว่า สภาพมหาสมุทรในปัจจุบันอาจเป็นสัญญาณของการเข้าสู่ช่วงใหม่ที่โลกยังไม่เคยเผชิญมาก่อน เขาระบุว่าเมื่ออุณหภูมิมหาสมุทรอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ และมีแนวโน้มเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญในระยะอันใกล้ โลกมีโอกาสเห็นการทำลายสถิติอุณหภูมิอีกหลายครั้งในช่วงหลายเดือนข้างหน้า เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงกว่าปกติ ส่งผลให้มีการปลดปล่อยความร้อนสู่ชั้นบรรยากาศมากขึ้น และส่งผลต่อรูปแบบกระแสลม เมฆ และสภาพอากาศทั่วโลก ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ น้ำท่วมรุนแรงในเปรู ภัยแล้งในหลายพื้นที่ของทวีปแอฟริกา ไฟป่าในออสเตรเลีย รวมถึงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นชั่วคราว ซึ่งยิ่งซ้ำเติมแนวโน้มโลกร้อนจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์
แนวโน้มปี 2569 และวิกฤตมหาสมุทร
ไซมอน ฟาน เกนนิป นักสมุทรศาสตร์อาวุโสของโครงการโคเปอร์นิคัส มารีน เซอร์วิส กล่าวว่า ปี 2569 มีแนวโน้มจะกลายเป็นหนึ่งในปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่โลกเคยบันทึกไว้ โดยมีทั้งอิทธิพลของเอลนีโญและการสะสมก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญ รายงานฉบับนี้มีขึ้นหลังจากการประเมินทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญขององค์การสหประชาชาติเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเตือนว่า มหาสมุทรของโลกกำลังเผชิญวิกฤตที่ทวีความรุนแรง เนื่องจากอุณหภูมิของทะเลเพิ่มขึ้นและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นในอัตราที่รวดเร็วกว่าที่เคย มหาสมุทรมีบทบาทสำคัญในการควบคุมสภาพภูมิอากาศของโลก โดยดูดซับความร้อนส่วนเกินจากก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ปล่อยออกมาประมาณ 90% อย่างไรก็ตาม เมื่อมหาสมุทรอุ่นขึ้น จะทำให้มีไอน้ำในชั้นบรรยากาศมากขึ้น เพิ่มพลังให้กับพายุหมุนเขตร้อนและฝนตกหนัก อีกทั้งน้ำทะเลที่ร้อนยังขยายตัว ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และสร้างความเสียหายต่อแนวปะการัง ซึ่งอาจเกิดภาวะฟอกขาวและตายลงจากคลื่นความร้อนในทะเลที่ยาวนาน
คลื่นความร้อนในทะเลและผลกระทบ
ข้อมูลของโคเปอร์นิคัสระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 คลื่นความร้อนในทะเลได้แผ่ปกคลุมพื้นที่ประมาณ 82% ของมหาสมุทรทั่วโลก ถือเป็นระดับสูงเป็นอันดับ 2 รองจากปี 2567 คลื่นความร้อนในทะเล คือช่วงเวลาที่อุณหภูมิน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล สภาพอากาศ และทำให้สัตว์ทะเลจำนวนมากเสี่ยงต่อการตาย รายงานยังระบุว่า ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีอุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนมิถุนายนสูงถึง 24.3 องศาเซลเซียส ทำลายสถิติเดิมที่เคยเกิดขึ้นในปี 2566 และ 2568 โดยกว่า 98% ของพื้นที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เผชิญคลื่นความร้อนในทะเลตลอดช่วง 6 เดือนแรกของปี ขณะที่สถาบันด้านภูมิอากาศของสเปนเปิดเผยว่า คลื่นความร้อนในทะเลบริเวณเมดิเตอร์เรเนียนฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือได้สร้างสถิติความรุนแรงสูงสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังยุโรปเพิ่งเผชิญคลื่นความร้อนที่ทำให้อุณหภูมิในหลายประเทศพุ่งทำสถิติใหม่ ส่วนบริเวณ มหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน มีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยในเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 27.26 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา โดยพื้นที่ที่ร้อนผิดปกติมากที่สุดอยู่บริเวณแปซิฟิกตะวันตก เส้นศูนย์สูตร รวมถึงนอกชายฝั่งประเทศเปรูและรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากแนวโน้มดังกล่าวยังดำเนินต่อไป โลกอาจต้องเผชิญทั้งสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงขึ้น ความเสียหายต่อระบบนิเวศทางทะเล และผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหารในหลายภูมิภาคทั่วโลก



