ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 5 ต่อ 4 เสียงเมื่อวันอังคารที่ 30 มิถุนายน 2569 ให้คงสิทธิ์สัญชาติโดยแดนเกิด (birthright citizenship) ตามบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 และปฏิเสธคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามจำกัดสิทธิ์ดังกล่าวสำหรับบุตรของผู้อพยพผิดกฎหมายและผู้พำนักชั่วคราว
คำตัดสินยึดหลักรัฐธรรมนูญ
ประธานศาลฎีกาจอห์น โรเบิร์ตส์ เขียนคำแถลงในนามของศาลว่า “สัญชาติ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน คือสิทธิ์ในการที่จะมีสิทธิ์ต่าง ๆ — คือการมีส่วนร่วมในชุมชนทางการเมืองของเราอย่างเสรี ผู้ร่วมร่างบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 ได้ขยายคำมั่นสัญญานั้นไปยัง ‘บุคคลที่เกิดมาเป็นอิสระทุกคนบนแผ่นดินนี้’ และในวันนี้ เรายังคงรักษาคำมั่นสัญญานั้นไว้” โดยอ้างอิงจากการอภิปรายในรัฐสภายุคหลังสงครามกลางเมือง
เสียงคัดค้านจากฝ่ายอนุรักษนิยม
ผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยม 3 ท่าน ได้แก่ คลาเรนซ์ โทมัส, ซามูเอล อลิโต และนีล กอร์ซัช เห็นควรให้คำสั่งของทรัมป์มีผลบังคับใช้ ผู้พิพากษาโทมัสเขียนคำแถลงโต้แย้งยาว 91 หน้า ระบุว่า “ศาลได้เพิ่มหน้าประวัติศาสตร์อันน่าเศร้าให้แก่บทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งที่ 14 ซึ่งเดิมทีถูกออกแบบและเข้าใจกันว่ามีไว้เพื่อรับประกันสิทธิ์อันเท่าเทียมให้กับคนผิวดำที่ได้รับอิสรภาพ แต่กลับถูกนำมาเปลี่ยนวัตถุประสงค์เพื่อโครงการทางการเมืองที่รัฐสภาในยุคฟื้นฟูประเทศไม่ได้ให้การสนับสนุน”
ผลกระทบของคำสั่งทรัมป์ที่ถูกปฏิเสธ
คำสั่งยกเลิกการให้สัญชาติโดยแดนเกิดเป็นหนึ่งในคำสั่งแรกที่ทรัมป์ลงนามในวันเข้ารับตำแหน่งสมัยที่สอง และเป็นแกนหลักของนโยบายปราบปรามผู้อพยพ แต่ถูกศาลชั้นต้นหลายแห่งสั่งระงับไว้ก่อน งานวิจัยจากสถาบันนโยบายการย้ายถิ่นฐานและมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียสเตตระบุว่า หากคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ จะกระทบต่อทารกที่เกิดในสหรัฐฯ มากกว่า 250,000 คนต่อปี และยังรวมถึงบุตรของนักศึกษาต่างชาติและผู้ยื่นขอกรีนการ์ดด้วย
บริบททางการเมืองและกฎหมาย
คดีนี้ถือเป็นการทดสอบครั้งสำคัญสำหรับศาลสูงสุดที่เสียงข้างมากเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม ซึ่งก่อนหน้านี้เคยคว่ำมาตรการภาษีศุลกากรทั่วโลกของทรัมป์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทำให้ทรัมป์แสดงความโกรธและกล่าวหาผู้พิพากษาที่ไม่เห็นด้วยว่า “ไม่รักชาติ” การที่ทรัมป์เดินทางมาเข้าร่วมฟังการไต่สวนด้วยตนเองในเดือนเมษายนถือเป็นเรื่องไม่เคยปรากฏมาก่อน



