ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย. 2569 อนุญาตให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดำเนินแผนการยกเลิก “สถานะผู้ได้รับความคุ้มครองชั่วคราว” (TPS) ของผู้อพยพชาวเฮติประมาณ 350,000 คน และชาวซีเรียอีกราว 6,000 คน ส่งผลให้คนกลุ่มนี้เสี่ยงถูกเนรเทศกลับไปเผชิญอันตรายในประเทศบ้านเกิด
คำตัดสินของศาลและเหตุผล
ผู้พิพากษาฝ่ายอนุรักษนิยม ซามูเอล อาลีโต ตัวแทนเสียงข้างมาก ระบุว่า ศาลไม่มีสิทธิ์เข้าไปก้าวก่ายการตัดสินอนาคตของนโยบายนี้ เนื่องจากกฎหมายจำกัดสิทธิ์ของศาลอย่างชัดเจนในการทบทวนการตัดสินใจของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ว่าจะขยายเวลาหรือยุติการคุ้มครอง TPS
นอกจากนั้น ศาลยังปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า การยกเลิกสถานะของชาวเฮติมาจากอคติทางเชื้อชาติ โดยระบุว่า วาทกรรมของทรัมป์ เช่น ข้อกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐานว่าชาวเฮติจับสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านกิน ยังไม่ถือว่าเป็นความพยายาม “เหยียดเชื้อชาติอย่างโจ่งแจ้ง” และไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่านโยบายนี้ตั้งอยู่บนฐานรากของการเหยียดผิว
เสียงคัดค้านจากฝ่ายเสียงข้างน้อย
เอเลนา คาแกน ตุลาการฝ่ายเสียงข้างน้อยโต้แย้งว่า คำพูดของทรัมป์แสดงออกถึงการเหยียดเชื้อชาติอย่างชัดเจน และสิ่งนี้มีผลต่อการตัดสินใจผลักดันชาวเฮติออกนอกประเทศ ด้านทนายความฝั่งผู้อพยพและองค์กรสิทธิมนุษยชนเตือนว่า คำตัดสินนี้เปรียบเสมือนการส่งผู้บริสุทธิ์หลายแสนคนกลับไปเผชิญความรุนแรงและความตายในประเทศบ้านเกิด ซึ่งขัดแย้งกับหลักมนุษยธรรม ทั้งที่คนเหล่านี้เข้ามาสร้างชีวิตและเสียภาษีอย่างถูกต้องในสหรัฐฯ มานานหลายปี
พื้นฐานการยกเลิก TPS และสถานการณ์ในประเทศต้นทาง
กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ ตัดสินใจยกเลิกมาตรการ TPS เนื่องจากนาง คริสตี โนเอม รัฐมนตรีความมั่นคงฯ ในขณะนั้น อ้างว่าสถานการณ์ในเฮติและซีเรียดีขึ้นแล้วจนไม่จำเป็นต้องได้รับสถานะ TPS แต่ข้อมูลดังกล่าวขัดแย้งกับประกาศของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ยังคงเตือนพลเมืองอเมริกันว่า “ห้ามเดินทาง” ไปยังทั้งสองประเทศ เนื่องจากเฮติยังคงอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน มีคดีอาชญากรรมร้ายแรง ปล้นจี้ ล่วงละเมิดทางเพศ และลักพาตัวเรียกค่าไถ่เกิดขึ้นเป็นประจำ ส่วนซีเรีย กระทรวงการต่างประเทศระบุชัดเจนว่า “ไม่มีพื้นที่ใดในซีเรียที่ปลอดภัยจากความรุนแรง”
บรรทัดฐานจากคดีก่อนหน้าและผลกระทบ
เมื่อปีก่อน ศาลสูงสุดเคยอนุมัติให้รัฐบาลทรัมป์ยกเลิกสถานะคุ้มครองในลักษณะเดียวกันนี้ของชาวเวเนซุเอลากว่า 600,000 คนมาแล้ว ซึ่งรัฐบาลนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานอ้างอิงในคดีนี้ หากสูญเสียสถานะ TPS ผู้อพยพชาวเฮติและซีเรียจะถูกเข้าสู่กระบวนการเนรเทศตามปกติ อย่างไรก็ตาม ทนายความกำลังเร่งหาช่องทางกฎหมายอื่นๆ เช่น การยื่นเรื่องขอลี้ภัย (Asylum) เพื่อให้พวกเขาได้อยู่ต่อ
นอกเหนือจากคดีนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังได้ยกเลิกสถานะ TPS ของผู้อพยพจากประเทศอื่นๆ เช่น อัฟกานิสถานและแคเมอรูน รวมถึงยุติโครงการในสมัยของประธานาธิบดีไบเดนที่เคยอนุญาตให้ผู้อพยพกว่า 500,000 คนจากคิวบา เฮติ นิการากัว และเวเนซุเอลา พำนักในสหรัฐฯ ระหว่างรอการพิจารณาคดีได้ด้วย
ความเป็นมาของโครงการ TPS
โครงการ TPS เป็นโครงการบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรมของสหรัฐฯ ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2533 เพื่อให้ความคุ้มครองทางกฎหมายแก่ผู้ที่หนีภัยสงครามหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติร้ายแรงจากประเทศบ้านเกิด และอนุญาตให้ทำงานในสหรัฐฯ ได้ชั่วคราวเป็นเวลา 18 เดือน



