สหรัฐอเมริกาเปิดเผยเนื้อหาในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่บรรลุร่วมกับอิหร่านเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้ว โดยมีข้อกำหนด 14 ข้อที่มุ่งเน้นเรื่องการยุติสงคราม การเปิดช่องแคบ การคลายคว่ำบาตร และอื่นๆ เมื่อวันพุธที่ 17 มิ.ย. 2569 สหรัฐฯ เปิดเผยเนื้อหาใน MOU ที่ร่างร่วมกับอิหร่านและจะมีการลงนามในวันศุกร์นี้ออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว
สาระสำคัญของ MOU 14 ข้อ
เอกสารดังกล่าวมีชื่อหัวข้อว่า “บันทึกความเข้าใจอิสลามาบัดระหว่างสหรัฐอเมริกาและสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” และได้รับการเผยแพร่ออกมาหลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงเนื่องจากไม่มีการเปิดเผยเนื้อหาต่อสาธารณะในตอนแรก ข้อกำหนดทั้ง 14 ข้อในบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ได้แก่
- สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน พร้อมด้วยพันธมิตรในสงครามปัจจุบัน ร่วมลงนาม MOU เพื่อประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบในทันทีและเป็นการถาวร รวมถึงในเลบานอน และให้คำมั่นว่าจะไม่เปิดฉากสงครามหรือปฏิบัติการทางทหารใด ๆ ต่อกัน ตลอดจนละเว้นจากการข่มขู่หรือการใช้กำลังต่อกัน พร้อมทั้งรับรองบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของเลบานอน
- สหรัฐอเมริกาและอิหร่านให้คำมั่นที่จะเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และจะละเว้นจากการแทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน
- สหรัฐอเมริกาและอิหร่านผูกพันตนที่จะเจรจาและบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายในระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 60 วัน โดยสามารถขยายเวลาออกไปได้ตามความยินยอมร่วมกันของทั้งสองฝ่าย
- ทันทีที่มีการลงนามใน MOU นี้ สหรัฐอเมริกาจะเริ่มดำเนินการยกเลิกการปิดล้อมทางทะเล รวมถึงการก่อความรบกวนหรืออุปสรรคใด ๆ ต่ออิหร่าน และจะสิ้นสุดการปิดล้อมทางทะเลโดยสมบูรณ์ภายใน 30 วัน พร้อมทั้งถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ใกล้เคียงกับอิหร่านภายใน 30 วันหลังจากบรรลุข้อตกลงขั้นสุดท้าย
- เมื่อมีการลงนามใน MOU นี้ อิหร่านจะดำเนินการโดยใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อจัดเตรียมการให้เรือพาณิชย์สามารถผ่านทางได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นระยะเวลา 60 วัน จากอ่าวเปอร์เซียไปยังทะเลโอมานและในทางกลับกัน การเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยอิหร่านจะแล้วเสร็จภายใน 30 วัน
- สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะร่วมมือกับพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อจัดทำแผนการฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจของอิหร่าน วงเงินอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกลไกการดำเนินงานจะสรุปในข้อตกลงขั้นสุดท้ายภายใน 60 วัน
- สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะยุติมาตรการคว่ำบาตรทุกประเภทต่ออิหร่าน รวมถึงมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ มติของ IAEA และมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวทั้งหมดของสหรัฐฯ ตามกำหนดเวลาที่ตกลงร่วมกันในข้อตกลงขั้นสุดท้าย
- อิหร่านยืนยันอีกครั้งว่าจะไม่จัดหาหรือพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ โดยทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันที่จะแก้ไขปัญหาการจัดการคลังวัสดุเสริมสมรรถนะที่เก็บสะสมไว้ ภายใต้การกำกับดูแลของ IAEA และจะหารือเกี่ยวกับประเด็นการเสริมสมรรถนะและอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความต้องการทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน
- ในระหว่างที่รอข้อตกลงขั้นสุดท้าย สหรัฐอเมริกาและอิหร่านตกลงร่วมกันที่จะคงสถานะเดิมไว้ โดยอิหร่านจะคงสถานะปัจจุบันของโครงการนิวเคลียร์ และสหรัฐฯ จะไม่กำหนดมาตรการคว่ำบาตรใหม่หรือวางกำลังทหารเพิ่มเติมในภูมิภาค
- สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นว่าตั้งแต่ลงนาม MOU จนกว่ามาตรการคว่ำบาตรสิ้นสุดลง กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะออกข้อยกเว้นสำหรับการส่งออกน้ำมันดิบ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และสารอนุพันธ์ของอิหร่าน รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
- สหรัฐอเมริกาให้คำมั่นที่จะปลดปล่อยเงินทุนและสินทรัพย์ของอิหร่านที่ถูกอายัดหรือถูกจำกัดไว้ ให้สามารถนำไปใช้งานได้อย่างเต็มที่เมื่อมีการปฏิบัติตาม MOU นี้
- สหรัฐอเมริกาและอิหร่านตกลงร่วมกันว่าจะมีการจัดตั้งกลไกฝ่ายบริหารเพื่อกำกับดูแลการปฏิบัติตาม MOU และข้อตกลงขั้นสุดท้ายในอนาคต
- หลังจากลงนาม MOU และโดยขึ้นอยู่กับการเริ่มดำเนินการตามข้อ 1, 4, 5, 10 และ 11 สหรัฐอเมริกาและอิหร่านจะเริ่มต้นการเจรจาเกี่ยวกับข้อตกลงขั้นสุดท้าย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อที่เหลืออยู่
- ข้อตกลงขั้นสุดท้ายจะต้องได้รับการรับรองผ่านมติที่มีผลผูกพันทางกฎหมายของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
บันทึกความเข้าใจนี้มีกำหนดจะลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ (19 มิ.ย.) ซึ่งจะถือเป็นการเริ่มต้นกรอบเวลา 60 วันในการเจรจาเงื่อนไขขั้นสุดท้ายของข้อตกลง โดยก่อนหน้านี้สำนักข่าว CNN ได้รายงานเกี่ยวกับร่างข้อตกลงที่ระบุถึงเงื่อนไขต่าง ๆ ไปแล้ว ซึ่งข้อความอย่างเป็นทางการที่สหรัฐฯ เปิดเผยออกมานั้นมีความคล้ายคลึงกัน แต่มีข้อแตกต่างทางด้านถ้อยคำอยู่บ้างบางส่วน
“โดยพื้นฐานแล้ว นี่คือข้อตกลงที่ช่วยให้เราสามารถเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้ในทันที ทำให้อิหร่านถูกผูกพันให้ทำลายฝุ่นผงนิวเคลียร์ (Nuclear Dust) และทำให้เรามีปุ่มปรับสถานการณ์ ซึ่งหากอิหร่านปรับพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น เราก็จะตอบรับด้วยการปรับเพิ่มการผ่อนปรนทางเศรษฐกิจและมาตรการคว่ำบาตรในแบบที่จะช่วยให้พวกเขาเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นได้” เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ กล่าว



