ไทยโต้ตอบข้อกล่าวหากัมพูชาในเวทีโลก หลังทหารเหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บที่ชายแดนสุรินทร์
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวถ้อยแถลงโต้ตอบคำกล่าวหาของกัมพูชาที่บิดเบือนและใส่ร้ายประเทศไทย ในการประชุมระดับสูงของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) สมัยที่ 61 ณ นครเจนีวา โดยกัมพูชาอ้างว่าไทยรุกล้ำและยั่วยุ แม้ทหารไทยตั้งฐานตามข้อตกลงหยุดยิง
เหตุทหารเหยียบทุ่นระเบิดและท่าทีผู้นำไทย
เพียง 3 วันต่อมา ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 พลทหาร เดชศักดิ์ ตรีคำ จากกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ได้เหยียบทุ่นระเบิดในพื้นที่ฐานปฏิบัติการเอราวัณ ช่องระยี อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ส่งผลให้ขาขวาขาดและแขนซ้ายบาดเจ็บ หลังเกิดเหตุ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจ พร้อมยืนยันว่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังควบคุมได้ ไม่มีการปะทะ และยังไม่มีแนวคิดเปิดด่านหรือเจรจา
การวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
รศ.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคง อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นผ่านรายการนิวส์รูมของไทยพีบีเอสว่า การโต้ตอบในเวที UNHRC มีข้อจำกัด เนื่องจากมีสมาชิกกว่า 190 ประเทศและหลายสิบวาระ ทำให้ไม่สามารถตอบโต้กัมพูชาได้ทั้งหมด เขาชี้ว่าแม้ไทยเคยตอบโต้ในสมัชชาสหประชาชาติเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 แต่การกระทำนี้อาจไม่สร้างกระแสเท่าครั้งก่อน
รศ.ปณิธานวิเคราะห์ว่า การทูตของไทยทำได้ดีตามธรรมเนียม แต่ปัจจุบันอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากประชาชนชายแดนยังไม่รู้สึกปลอดภัย ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจยังส่งผล และการบาดเจ็บของทหารจากทุ่นระเบิดยังมีแนวโน้มเกิดขึ้นอีก เขาเสนอว่าไทยต้องเปลี่ยนไปสู้ในเกมการเมืองระหว่างประเทศ เพื่อชิงพื้นที่ความได้เปรียบในระดับสากล เช่นเดียวกับกัมพูชาที่ใช้กลยุทธ์เชิงรุก
การประชุมเวทีโลกและเกมการเมืองของกัมพูชา
ระหว่างวันที่ 16-17 มีนาคม 2569 จะมีการประชุม Global Fraud Summit ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งไทยและกัมพูชาอาจตกเป็นเป้า โดยไทยจะแจ้งข้อมูลการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ ส่วนกัมพูชาอ้างความร่วมมือกับจีนและเกาหลีใต้ พร้อมกล่าวหาว่าไทยทิ้งระเบิดผิดกฎหมายระหว่างประเทศ
รศ.ปณิธานตั้งข้อสังเกตว่า กัมพูชาใช้เวทีโลกเพื่อพลิกบทบาทเป็นเหยื่อและผู้พิทักษ์สันติภาพ โดยเฉพาะเมื่อนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต เดินทางไปเอง ทำให้ได้พื้นที่สื่อมากขึ้น ด้วยการสนับสนุนจากบริษัทที่ปรึกษาและล็อบบี้ยิสต์ เขาย้ำว่าแม้กัมพูชาได้เปรียบ แต่ไทยไม่ควรตระหนก เนื่องจากเวทีการทูตมีรุกมีรับ
รากเหง้าความขัดแย้งและทางออกในอนาคต
จากการอ้างอิงงานวิจัยของสถาบันสิงคโปร์และ Human Rights Watch จำนวน 81 ชิ้น รศ.ปณิธานชี้ว่าความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาช่วงปี 2554-2568 ไม่ใช่แค่พื้นที่ทับซ้อน แต่มีชนวนจากการเมืองภายในกัมพูชาและการสร้างกระแสชาตินิยม เขากล่าวว่า "จุดเริ่มต้นมาจากการเมืองภายใน ซึ่งไม่ยุติธรรมกับทั้งสองประเทศ"
ท้ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า กัมพูชาต้องกลับมาเจรจากับไทย เลิกโจมตี และเตรียมพร้อมตามแนวชายแดนเพื่อข้อตกลงใหม่ หากยึดข้อตกลงเก่า เช่น JBC และ MOU ที่มีอายุกว่า 75 ปี อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงขึ้น พร้อมเน้นว่าไทยต้องส่งสัญญาณเชิงรุกด้านการทหารเพื่อปกป้องอธิปไตย



