รัสเซียและจีนใช้สิทธิวีโต้ต้านมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่ถูกลดทอนความเข้มข้นลงแล้ว ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่ปากีสถานและโคลอมเบียงดออกเสียงในการประชุมเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ตามรายงานของสำนักข่าว AP
ผลการลงคะแนนเสียงใน UNSC
การประชุม UNSC เริ่มต้นเวลา 22.00 น. ตามเวลาประเทศไทย เพื่อหารือการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง มติดังกล่าวถูกปรับลดความเข้มข้นหลายครั้งโดยหวังให้ชาติสมาชิกทั้งหมด โดยเฉพาะจีนและรัสเซีย เห็นพ้อง อย่างไรก็ตาม ผลการลงคะแนนปรากฏว่าที่ประชุมเห็นชอบ 11 ต่อ 2 เสียง โดยจีนและรัสเซียยังคงใช้สิทธิวีโต้ ขณะที่ปากีสถานและโคลอมเบียงดออกเสียง
เส้นตายจากทรัมป์และผลกระทบต่อตลาดน้ำมัน
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนถึงกำหนดเส้นตายเวลา 20.00 น. ตามเวลาตะวันออก (8.00 น. ตามเวลาประเทศไทย) ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กำหนดให้อิหร่านเปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ช่องแคบฮอร์มุซ มิฉะนั้นจะเผชิญกับการโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานต่างๆ เนื่องจากน้ำมัน 1 ใน 5 ของโลกโดยปกติจะผ่านช่องแคบนี้ และการที่อิหร่านควบคุมช่องแคบในช่วงสงครามทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
อับดุลลาติฟ บิน ราชิด อัล ซายานี รัฐมนตรีต่างประเทศของบาห์เรน กล่าวหลังการลงคะแนนเสียงว่า "การไม่รับรองมติฉบับนี้ส่งสัญญาณที่ผิดพลาดไปยังโลกและประชาชนทั่วโลก เป็นสัญญาณว่าภัยคุกคามต่อเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศสามารถผ่านไปได้โดยไม่ต้องมีการดำเนินการใดๆ อย่างเด็ดขาดจากองค์กรระหว่างประเทศที่รับผิดชอบในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ"
ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง
การตัดสินใจของรัสเซียและจีนในการใช้สิทธิวีโต้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยอิหร่านได้ขู่ว่าจะตอบโต้นอกภูมิภาคหากสหรัฐฯ ล้ำเส้นแดง และมีการระดมพลเพื่อปกป้องโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ รวมถึงเหตุระเบิดบนเกาะคาร์ก ซึ่งทรัมป์ส่งสัญญาณปิดฉากระบอบอิหร่าน
สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจและผลกระทบต่อเสถียรภาพระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นเส้นทางเดินเรือที่สำคัญต่อเศรษฐกิจโลก



