สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ระดับ 92.76 หดตัวเล็กน้อยร้อยละ 0.36 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 56.41 แรงกดดันหลักมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่กลับมาหดตัวลง เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงและเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น นมสดพร้อมดื่ม มันฝรั่งทอดกรอบ แฮม และไส้กรอก ขณะที่ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงถึงร้อยละ 86.7 ต่อจีดีพี ยังคงเป็นแรงกดดันต่อกำลังซื้อภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง
มาตรการรัฐช่วยพยุงเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเดือนเมษายน 2569 ยังได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐที่ช่วยประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการช่วยเหลือภาคขนส่งผ่านการสนับสนุนค่าน้ำมัน รวมถึงการตรึงค่าไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนและภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ นอกจากนี้ การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยเดือนเมษายน 2569 การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่า 25,937 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 27.5 และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) มีมูลค่า 24,404 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 29.0 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 22
ความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนยังได้รับแรงสนับสนุนจากการที่ Moody's Ratings ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยดีขึ้น สะท้อนเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย ซึ่งช่วยสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจไทย
สัญญาณเฝ้าระวังเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
ด้านระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนพฤษภาคม 2569 ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง โดยปัจจัยในประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ลดลงตามความกังวลต่อวัตถุดิบในการผลิตของกลุ่มปิโตรเคมีและพลาสติก ส่วนการนำเข้ายังขยายตัวในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากผลกระทบของสงครามที่ผลักดันให้ต้นทุนภาคการผลิตและการขนส่งปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มูลค่าการส่งออกของจีนยังคงสามารถขยายตัวได้
แนวโน้มปี 2569
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มปี 2569 สศอ. ได้ปรับประมาณการ MPI และ GDP ภาคอุตสาหกรรมปี 2569 จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.5-2.5 มาอยู่ที่ร้อยละ 1.0-2.0 เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ปัญหาหนี้ครัวเรือนและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว รวมถึงการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการค้าระหว่างประเทศของไทยกับคู่ค้าหลักที่ยังเติบโตต่อเนื่อง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ ซึ่งจะช่วยประคับประคองภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะต่อไป
อุตสาหกรรมที่ส่งผลบวกและลบต่อ MPI
อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวก
- เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน ขยายตัวร้อยละ 19.53 จากโซดาไฟ คลอรีน และเอทานอล เนื่องจากผู้ผลิตบางรายขยายกำลังการผลิต รวมถึงการผลิตเอทานอลที่ใช้เป็นส่วนผสมในน้ำมันแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้นหลังจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
- น้ำตาล ขยายตัวร้อยละ 16.54 จากน้ำตาลทรายดิบ กากน้ำตาล และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ โดยปีนี้มีการปิดหีบช้าเนื่องจากขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวอ้อยจากสถานการณ์ชายแดนไทย รวมถึงการขาดแคลนน้ำมันในช่วงก่อนหน้า
- เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวร้อยละ 11.06 จากท่อเหล็กกล้า เหล็กลวด เหล็กเส้นข้ออ้อย และเหล็กแผ่นรีดร้อน เนื่องจากฐานต่ำในปีก่อน ประกอบกับความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่องเพิ่มขึ้น เช่น บรรจุภัณฑ์และยานยนต์ และผู้ผลิตบางรายขยายตลาดเพิ่ม
อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบ
- เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้งานทั่วไป หดตัวร้อยละ 12.86 จากเครื่องปรับอากาศเป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตชะลอการผลิตหลังคำสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าลดลง ประกอบกับความไม่แน่นอนของสภาวะเศรษฐกิจ
- น้ำมันปาล์ม หดตัวร้อยละ 16.12 จากน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ตามปริมาณผลปาล์มที่ออกสู่ตลาดลดลงหลังอากาศร้อนจัด
- ปุ๋ยเคมีและสารประกอบไนโตรเจน หดตัวร้อยละ 27.98 เนื่องจากผู้ผลิตชะลอการผลิต จากการขาดแคลนวัตถุดิบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง



