กองทัพยูเครนเปิดฉากโจมตีคลังน้ำมันขนาดใหญ่ในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เมืองใหญ่อันดับสองของรัสเซีย เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 ทำให้เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง โดยประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน เปิดเผยว่า การโจมตีครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่สร้างรายได้เพื่อการทำสงครามของรัสเซีย
เซเลนสกียืนยันการโจมตีระยะไกล 850 กิโลเมตร
ประธานาธิบดีเซเลนสกีกล่าวเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคมว่า เป้าหมายที่ถูกโจมตีในเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและภูมิภาคโดยรอบนั้นอยู่ห่างจากชายแดนยูเครนประมาณ 850 กิโลเมตร แม้ยังไม่ทราบขอบเขตความเสียหายในทันที แต่วิดีโอที่ผู้นำยูเครนโพสต์เผยให้เห็นโดรนกำลังบินมุ่งหน้าสู่เป้าหมาย และกลุ่มควันสีดำขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นจากพื้นที่ดังกล่าวหลังการโจมตี สำนักข่าวบีบีซี (BBC) ยืนยันว่าคลังน้ำมันของเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กถูกโจมตีจริง
คลังน้ำมันใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของรัสเซียถูกโจมตี
กองทัพยูเครนระบุว่า คลังน้ำมันแห่งนี้เป็นหนึ่งในคลังน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในรัสเซีย มีกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมสูงถึง 12.5 ล้านตันต่อปี นอกจากนี้ ฐานทัพเรือหลักของกองเรือบอลติกของรัสเซียในเมืองครอนสตัดท์ก็ถูกโจมตีพร้อมกันด้วย
ด้านนายอเล็กซานเดอร์ เบกลอฟ ผู้ว่าราชการเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก กล่าวว่า เมืองนี้ตกอยู่ภายใต้การโจมตีด้วยโดรนครั้งใหญ่ โดยมีโดรนยูเครนจำนวน 72 ลำถูกยิงตกเหนือเมืองเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กและภูมิภาคเลนินกราด พร้อมยอมรับว่าคลังน้ำมันถูกโจมตีจริง แต่ยืนยันว่าไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
ยูเครนยกระดับโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานรัสเซีย
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ยูเครนยกระดับการโจมตีระยะไกลด้วยโดรนเข้าใส่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สำคัญของรัสเซีย ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงเป็นวงกว้าง รัฐบาลเคียฟอ้างว่า ความสามารถในการกลั่นน้ำมันเกือบ 43% ของรัสเซียถูกทำให้ใช้งานไม่ได้จากผลพวงของการโจมตีดังกล่าว
ยูเครนระบุว่า โรงงานน้ำมันและก๊าซของรัสเซียถือเป็นเป้าหมายที่ชอบธรรม เนื่องจากรัฐบาลมอสโกพึ่งพาการส่งออกเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างหนักเพื่อดำเนินการทำสงครามต่อไป
ปูตินลงนามกฎหมายเพิ่มอุปทานเชื้อเพลิง
ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ลงนามร่างกฎหมายในวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม เพื่อมุ่งเพิ่มอุปทานเชื้อเพลิงเข้าสู่ตลาดในประเทศ หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขาออกมายอมรับว่าเกิดภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากการโจมตีของยูเครน
ยูเครนปฏิเสธรัสเซียยึดเมืองคอสเตียนตินิฟกา
อีกด้านหนึ่ง กองทัพยูเครนปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าเมืองคอสเตียนตินิฟกา ซึ่งเป็นเมืองสำคัญทางตะวันออกของยูเครน ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว พันตรีอันดรีย์ คาวาลยอฟ โฆษกกองทัพ บอกกับบีบีซีว่า มีกลุ่มทหารราบขนาดเล็กแทรกซึมเข้าไปในแนวรบส่วนลึกของกองกำลังฝ่ายยูเครน แต่ทหารกลุ่มนั้นถูกพบและถูกทำลายแล้ว พร้อมย้ำว่าเมืองคอสเตียนตินิฟกายังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังป้องกันตนเองของยูเครน



