ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามคำสั่งปลดกรรมการที่เหลือทั้งหมดของคณะกรรมการช่วยเหลือการเลือกตั้งสหรัฐฯ (Election Assistance Commission: EAC) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระระดับรัฐบาลกลางที่ทำหน้าที่สนับสนุนการบริหารจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศ การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่เดือนก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่มีกำหนดจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2569 ส่งผลให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของระบบเลือกตั้ง
รายละเอียดการปลดกรรมการ EAC
กรรมการที่เหลืออยู่ 3 คนจากทั้งหมด 4 คนต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยวิธีที่แตกต่างกัน โดยกรรมการที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรครีพับลิกันลาออกจากตำแหน่ง ขณะที่กรรมการอีก 2 คนซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากพรรคเดโมแครต ถูกแจ้งให้พ้นจากตำแหน่งผ่านอีเมลจากสำนักงานบุคลากรประจำทำเนียบขาว ส่วนกรรมการคนที่ 4 ได้ลาออกไปตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้ EAC ไม่มีกรรมการปฏิบัติหน้าที่เหลืออยู่
ข้อความในอีเมลที่ส่งถึงกรรมการระบุว่า "ในนามของประธานาธิบดีโดนัลด์ เจ. ทรัมป์ ขอแจ้งให้ทราบว่าตำแหน่งกรรมการคณะกรรมการช่วยเหลือการเลือกตั้งของท่านสิ้นสุดลงโดยมีผลทันที ขอขอบคุณสำหรับการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา"
เหตุผลและการอ้างอิงของทำเนียบขาว
ทำเนียบขาวระบุว่า ประธานาธิบดีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีอำนาจปลดเจ้าหน้าที่ที่อาจไม่มีจุดยืนสอดคล้องกับภารกิจสำคัญในการรักษาความมั่นคงของการเลือกตั้ง และทำให้มั่นใจว่าจะมีการนับเฉพาะคะแนนเสียงที่ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมอ้างคำวินิจฉัยล่าสุดของศาลฎีกาสหรัฐฯ ซึ่งขยายอำนาจของประธานาธิบดีในการถอดถอนเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอิสระเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินการครั้งนี้
รัฐบาลทรัมป์ยังระบุว่า ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการทุจริตและการใช้อำนาจโดยมิชอบในการเลือกตั้ง รวมถึงเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการเลือกตั้งให้พร้อมรองรับการเลือกตั้งกลางเทอม
ประวัติและบทบาทของ EAC
EAC ก่อตั้งขึ้นโดยรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อปี 2002 ภายใต้กฎหมาย Help America Vote Act หลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2543 ที่เกิดข้อพิพาทเรื่องการนับคะแนนในรัฐฟลอริดา หน่วยงานแห่งนี้มีหน้าที่สนับสนุนมาตรฐานการบริหารการเลือกตั้ง รับรองห้องปฏิบัติการทดสอบและระบบลงคะแนนเสียง รับผิดชอบแบบฟอร์มลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทางไปรษณีย์ระดับประเทศ รวมถึงบริหารงบประมาณสนับสนุนการจัดการเลือกตั้งของรัฐบาลกลางตามกฎหมาย
EAC จะมีกรรมการ 4 คน แบ่งเท่า ๆ กันระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน โดยได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีและต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ทั้งนี้ กรรมการทั้ง 3 คนที่ถูกปลด ได้แก่ โธมัส ฮิกส์, เบนจามิน ฮอฟแลนด์ และคริสตี แม็กคอร์มิก ต่างเคยได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาอย่างเป็นเอกฉันท์
บริบทและปฏิกิริยาจากฝ่ายต่าง ๆ
การปลดกรรมการเกิดขึ้นหลังจากรัฐบาลทรัมป์ผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎการลงคะแนนทางไปรษณีย์ รวมถึงพยายามกำหนดให้ผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งต้องแสดงหลักฐานการถือสัญชาติสหรัฐฯ ซึ่งคำสั่งดังกล่าวส่วนใหญ่ถูกศาลระงับไว้ ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังคงยืนยันหลายครั้งโดยไม่มีหลักฐานว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2563 ซึ่งเขาพ่ายแพ้ต่อโจ ไบเดน มีการทุจริต
การตัดสินใจครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายเดโมแครตและองค์กรด้านสิทธิเลือกตั้ง โดยวุฒิสมาชิกมาร์ก วอร์เนอร์ จากรัฐเวอร์จิเนีย ระบุว่า "การปลดกรรมการทั้งหมดก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเพียงไม่กี่เดือน เป็นการดำเนินการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และควรได้รับคำอธิบายจากรัฐบาลอย่างเร่งด่วน เพราะอาจสร้างความกังวลอย่างยิ่งต่อการแทรกแซงทางการเมืองในสถาบันที่ทำหน้าที่สนับสนุนความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง"
ด้านเอเดรียน ฟอนเตส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของรัฐแอริโซนา ซึ่งกำกับดูแลการเลือกตั้งของรัฐ กล่าวว่า การปลดกรรมการครั้งนี้เป็นการกระทำที่ "ขาดความรับผิดชอบและเป็นอันตราย" พร้อมกล่าวหาว่ารัฐบาลกำลังสร้างความปั่นป่วนให้กับเจ้าหน้าที่จัดการเลือกตั้งทั่วประเทศ
ขณะที่ไมเคิล วอลด์แมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Brennan Center for Justice ระบุว่า "การปลดกรรมการเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เนื่องจากรัฐสภาได้ออกแบบโครงสร้างของ EAC ให้มีกรรมการจากทั้งสองพรรคการเมืองในสัดส่วนที่เท่าเทียม เพื่อคุ้มครองความเป็นกลางของการบริหารการเลือกตั้ง"
ผลกระทบต่อการเลือกตั้งกลางเทอม
แม้กฎหมายปี 2002 จะเปิดทางให้ประธานาธิบดีสามารถเสนอชื่อกรรมการชุดใหม่ได้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลทรัมป์จะดำเนินการแต่งตั้งผู้แทนชุดใหม่เมื่อใด ขณะที่การอนุมัติภารกิจสำคัญของ EAC จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากกรรมการอย่างน้อย 3 ใน 4 คน ทำให้การไม่มีกรรมการครบองค์คณะอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงานในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026



