ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ย้ำท่าทีแข็งกร้าว ประกาศเดินหน้าเก็บภาษีนำเข้า 25% จากสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดา ตามกำหนดเดิมในวันที่ 4 มีนาคมนี้ โดยไม่มีการผ่อนปรนหรือเลื่อนกำหนดแต่อย่างใด การประกาศดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สร้างความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจการค้าในทวีปอเมริกาเหนือ
สาเหตุของการเก็บภาษี
ทรัมป์กล่าวว่ามาตรการนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าเฟนทานิลและยาเสพติดผิดกฎหมายอื่นๆ ที่ไหลเข้าสหรัฐฯ รวมถึงการขาดดุลการค้าที่สหรัฐฯ มีกับทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะเม็กซิโกที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากว่า 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา “เราจะไม่ยอมให้ประเทศเหล่านี้เอาเปรียบสหรัฐฯ อีกต่อไป” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่าหากเม็กซิโกและแคนาดาต้องการให้ยกเลิกภาษี พวกเขาจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังในการหยุดยั้งการไหลของยาเสพติดและผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย
ปฏิกิริยาจากเม็กซิโกและแคนาดา
ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาวม์ ของเม็กซิโก ออกแถลงการณ์ประณามการตัดสินใจของทรัมป์ โดยระบุว่าเม็กซิโกได้ดำเนินมาตรการเข้มงวดในการควบคุมยาเสพติดและชายแดนอยู่แล้ว “การเก็บภาษีนี้ไม่ยุติธรรมและจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ” เชนบาวม์กล่าว พร้อมประกาศว่าทางการเม็กซิโกจะตอบโต้ด้วยมาตรการทางภาษีต่อสินค้าสหรัฐฯ เช่น ข้าวโพดและเนื้อสัตว์ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในไม่กี่สัปดาห์
นายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด ของแคนาดา เรียกร้องให้สหรัฐฯ กลับมาพิจารณาทบทวน โดยชี้ว่าการเก็บภาษีจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงาน ซึ่งทั้งสามประเทศพึ่งพากันอย่างมาก “แคนาดาเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ การทำสงครามการค้ากับเราจะทำให้ทุกฝ่ายเสียหาย” ทรูโดกล่าวในการแถลงข่าวที่ออตตาวา
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ
นักวิเคราะห์จากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เตือนว่ามาตรการภาษีดังกล่าวอาจทำให้ต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดาที่มีสัดส่วนรวมกันประมาณ 30% ของการนำเข้าทั้งหมดของสหรัฐฯ อาทิ รถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร และสินค้าเกษตร ซึ่งอาจส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราว และกระทบต่อการตัดสินใจด้านอัตราดอกเบี้ยของเฟด
ด้านหอการค้าสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์คัดค้านมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่าการเก็บภาษีจะทำให้ธุรกิจอเมริกันเสียความสามารถในการแข่งขัน และอาจนำไปสู่การสูญเสียงานหลายแสนตำแหน่ง โดยเฉพาะในภาคการผลิต “เราขอให้รัฐบาลกลับมาใช้แนวทางการเจรจาเพื่อหาทางออกที่สร้างสรรค์มากกว่าการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า” โฆษกหอการค้ากล่าว
ความเคลื่อนไหวของตลาดการเงิน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงหลังการประกาศของทรัมป์ โดยดัชนี S&P 500 ลดลง 1.2% ขณะที่ดัชนีดาวโจนส์ปรับลงกว่า 300 จุด นักลงทุนกังวลว่าสงครามการค้าอาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจโลก สกุลเงินเปโซของเม็กซิโกและดอลลาร์แคนาดาอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ทรัมป์ยังขู่ว่าหากเม็กซิโกและแคนาดาตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีตอบแทน สหรัฐฯ อาจพิจารณาเพิ่มอัตราภาษีเป็น 30% หรือสูงกว่า ซึ่งจะยิ่งยกระดับความขัดแย้งทางการค้าให้รุนแรงขึ้นในภูมิภาคอเมริกาเหนือ



