ศาลฎีกาเกาหลีใต้มีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกอดีตประธานาธิบดี "ยุน ซอกยอล" เป็นเวลา 7 ปี ในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมและใช้อำนาจมิชอบ หลังสั่งเจ้าหน้าที่อารักขาขัดขวางการจับกุม รวมถึงปลอมลายเซ็นนายกรัฐมนตรีเพื่อประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024 โดยคำตัดสินนี้ถือเป็นข้อยุติแรกในบรรดาคดีความทั้งหมด 8 คดีที่อดีตผู้นำรายนี้กำลังถูกดำเนินคดีอยู่
รายละเอียดคำพิพากษา
ผู้พิพากษาศาลฎีกาแถลงผ่านการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ โดยระบุว่า "คำตัดสินของศาลล่างไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ ทั้งในการประเมินหลักฐานและการบังคับใช้หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จึงให้ยกคำร้องอุทธรณ์ทั้งหมด" ด้านนายยุน ซอกยอล ปฏิเสธที่จะเดินทางมาฟังคำพิพากษา
คดีที่ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนในครั้งนี้ ครอบคลุมพฤติกรรมความผิดหลายประเด็นหลังจากการประกาศกฎอัยการศึกถูกรัฐสภาโหวตคว่ำลงภายในเวลาเพียง 6 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2024 ซึ่งรวมถึงการขัดขวางหมายจับ โดยนายยุนซึ่งถูกคุมขังมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ถูกจับได้ว่าแอบสั่งการให้เจ้าหน้าที่อารักขาประธานาธิบดีทำการฝึกซ้อมตั้งกำแพงมนุษย์และขึงลวดหนาม เพื่อขัดขวางไม่ให้พนักงานสอบสวนเข้าจับกุมตามหมายจับของศาลในเดือนมกราคม 2025 ซึ่งศาลฎีกาชี้ชัดว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่สามารถอ้างว่าเป็นกิจกรรมรักษาความปลอดภัยที่ชอบด้วยกฎหมายได้
พฤติกรรมผิดกฎหมายอื่น ๆ
นอกจากนั้น นายยุนยังจงใจหลีกเลี่ยงกฎหมายโดยเรียกประชุมรัฐมนตรีเพียงบางกลุ่มเพื่ออนุมัติแผนกฎอัยการศึก โดยไม่แจ้งให้รัฐมนตรีอีก 9 คนเข้าร่วมประชุมตามขั้นตอน รวมถึงการแก้ไขข้อความในประกาศกฎอัยการศึกหลังจากที่กฎดังกล่าวถูกยกเลิกไปแล้ว โดยใช้ตราประทับและปลอมลายมือชื่อของนายกรัฐมนตรีเพื่อปกปิดข้อบกพร่องทางกฎหมาย ก่อนจะสั่งให้ทำลายเอกสารนั้นในเวลาต่อมา และการสั่งเจ้าหน้าที่แจกจ่ายแถลงการณ์ข่าวที่บิดเบือนความจริงให้แก่สื่อมวลชนต่างประเทศ และสั่งการให้ผู้บัญชาการทหารลบประวัติการโทรศัพท์ในสมาร์ทโฟนความมั่นคงเพื่อทำลายหลักฐานคดีนี้
ศาลชั้นต้นเคยตัดสินจำคุกเขา 5 ปี ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะเพิ่มโทษเป็น 7 ปีในเดือนเมษายน เนื่องจากพบความผิดเพิ่มในประเด็นบิดเบือนข้อมูลสื่อ แม้ว่าทางอัยการพิเศษจะเรียกร้องให้ลงโทษจำคุกสูงถึง 10 ปีก็ตาม ด้านทีมทนายความของนายยุนได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และตราหน้าว่าศาลฎีกาด่วนสรุปคดีโดยไม่ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน พร้อมประกาศจะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อคัดค้านคำตัดสินนี้ต่อไป
ผลกระทบทางการเมือง
การประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปลายปี 2024 ได้นำพาเกาหลีใต้เข้าสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยใหม่ ส่งผลให้ตลาดหุ้นดิ่งเหว ประชาชนลุกฮือประท้วงขับไล่ จนทำให้นายยุน ซอกยอล ถูกลงมติถอดถอนออกจากตำแหน่งในเดือนเมษายน 2025 และนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ซึ่งชัยชนะตกเป็นของนายอี แจมยอง จากพรรคประชาธิปไตย
แม้ว่าอดีตประธานาธิบดียุนจะยังคงยืนกรานว่า การตัดสินใจประกาศกฎอัยการศึกในตอนนั้นทำไป "เพื่อผลประโยชน์ของชาติและขจัดกลุ่มต่อต้านรัฐ" แต่เขายังต้องเผชิญกับคดีอาญาอื่น ๆ ที่ร้ายแรงกว่ามาก โดยเฉพาะคดีหลักในข้อหาเป็นผู้นำการก่อกบฏล้มล้างการปกครอง ซึ่งศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษ "จำคุกตลอดชีวิต" ไปก่อนหน้านี้ และปัจจุบันคดีกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาลอุทธรณ์
นอกจากนี้ เขายังถูกศาลตัดสินจำคุก 30 ปีในอีกคดีหนึ่ง จากกรณีลักลอบส่งโดรนเข้าไปในดินแดนเกาหลีเหนือเพื่อหวัง "สร้างสถานการณ์วิกฤตความมั่นคง" เพื่อใช้เป็นข้ออ้างชิงประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งทางอัยการเกาหลีใต้ระบุว่าจะทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถในการดำเนินคดีกบฏและคดีที่เหลืออยู่กับอดีตผู้นำรายนี้ให้ถึงที่สุด



