ยอดผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในประเทศพม่าได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568 ทางการพม่ารายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,644 ราย ผู้บาดเจ็บ 3,408 ราย และยังคงมีผู้สูญหายอีก 139 ราย หลังจากเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา
แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
แผ่นดินไหวครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในแผ่นดินไหวที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในพม่าในรอบหลายสิบปี โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองมัณฑะเลย์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ แรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในพม่าเอง รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่างประเทศไทย จีน และอินเดีย โดยในประเทศไทยมีรายงานผู้เสียชีวิต 18 ราย และอาคารถล่มหลายแห่ง
อาคารจำนวนมากในเมืองมัณฑะเลย์และเมืองใกล้เคียงพังทลายลง รวมถึงวัดวาอาราม โรงพยาบาล และโรงเรียน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัดและไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้าง
ความช่วยเหลือจากนานาชาติหลั่งไหลเข้า
นานาประเทศได้ส่งความช่วยเหลือมายังพม่า โดยเฉพาะทีมค้นหาและกู้ภัยจากจีน รัสเซีย อินเดีย และไทย ซึ่งกำลังปฏิบัติงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในพื้นที่ประสบภัย องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้ประกาศให้การสนับสนุนด้านการเงินและสิ่งของบรรเทาทุกข์เบื้องต้นมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวแสดงความเสียใจต่อผู้สูญเสียและยืนยันว่าสหประชาชาติพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ขณะที่รัฐบาลทหารพม่าได้ประกาศขอความช่วยเหลือจากนานาชาติอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการเปิดทางให้ความช่วยเหลือจากต่างประเทศสามารถเข้าไปดำเนินการได้สะดวกยิ่งขึ้น
สถานการณ์ในประเทศไทย
ในประเทศไทย แผ่นดินไหวครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย โดยส่วนใหญ่เกิดจากอาคารถล่มในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะที่อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งมีคนงานติดอยู่ใต้ซากหลายสิบคน เจ้าหน้าที่กู้ภัยไทยยังคงเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง
นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมทั้งตรวจสอบความปลอดภัยของอาคารสูงทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม
แผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในเมืองมัณฑะเลย์ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรม โครงสร้างพื้นฐานหลายแห่งได้รับความเสียหาย รวมถึงถนน สะพาน และระบบไฟฟ้า ทำให้การขนส่งและการสื่อสารเป็นไปอย่างยากลำบาก
องค์การอนามัยโลก (WHO) เตือนว่าอาจเกิดโรคระบาดในพื้นที่ประสบภัย เนื่องจากระบบน้ำประปาและสุขาภิบาลได้รับความเสียหาย ขณะที่ผู้ประสบภัยจำนวนมากต้องอาศัยอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวที่แออัด
ทั้งนี้ หน่วยงานบรรเทาทุกข์ยังคงเร่งให้ความช่วยเหลือด้านอาหาร น้ำดื่ม และเวชภัณฑ์แก่ผู้ประสบภัย ขณะที่ทีมกู้ภัยยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจยังติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง



