กาตาร์สั่งระงับการผลิต LNG หลังอิหร่านโจมตีโรงงาน ราคาก๊าซยุโรปพุ่งสูงกว่า 50%
บริษัท กาตาร์เอเนอร์จี (QatarEnergy) รัฐวิสาหกิจพลังงานของประเทศกาตาร์ ได้ประกาศหยุดการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG อย่างเป็นทางการแล้ว หลังโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม ราส ลัฟฟาน (Ras Laffan) ถูกอิหร่านโจมตีด้วยโดรนเมื่อวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2569 เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ราคาซื้อขายก๊าซธรรมชาติล่วงหน้าของยุโรป ซึ่งใช้ราคาอ้างอิงจากเนเธอร์แลนด์ (Dutch TTF) พุ่งสูงขึ้นเกือบ 48% ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน
ผลกระทบแบบโดมิโนต่อตลาดพลังงานโลก
นายเพอร์ แมกนัส นิสเวน นักวิเคราะห์อาวุโสจากบริษัทที่ปรึกษา Rystad Energy เปิดเผยว่า การตัดสินใจของกาตาร์ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ส่งออก LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก จะก่อให้เกิดผลกระทบแบบ "โดมิโน" ต่อการจัดส่งก๊าซทั่วโลก เขากล่าวกับสำนักข่าว CNN ว่า "การหยุดชะงักใดๆ ในห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการหยุดผลิตครั้งนี้ จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดโลก" โดยเฉพาะการขนส่งไปยังเอเชียซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของกาตาร์ รวมถึงยุโรปที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด
สถานการณ์ราคาและปริมาณสำรองในยุโรป
แม้ว่าราคาก๊าซธรรมชาติล่วงหน้าจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ นายนิสเวนให้ความเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากปริมาณสำรอง LNG ที่มีอยู่มากในยุโรปในปัจจุบัน ราคาอาจไม่พุ่งสูงถึง "ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์" เหมือนในปี 2565 ซึ่งยุโรปเผชิญวิกฤตพลังงานจากการที่รัสเซียรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบ การสั่งปิดโรงงานที่ราส ลัฟฟาน น่าจะเป็นเหตุผลด้านการปฏิบัติการและความปลอดภัย หลังโดรนของอิหร่านโจมตีโรงไฟฟ้าในเมืองเมไซอีด ทางตอนใต้ของกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ด้วย
บทบาทของกาตาร์ในตลาด LNG โลก
จากข้อมูลของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) กาตาร์เป็นหนึ่งในผู้ผลิต LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนการส่งออกคิดเป็นประมาณ 20% ของการส่งออกทั่วโลก การหยุดผลิตในครั้งนี้จึงอาจสร้างความไม่แน่นอนให้กับตลาดพลังงานในระยะสั้น และนักวิเคราะห์กำลังจับตาผลกระทบที่อาจขยายตัวไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก



