อินโดนีเซียได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการเพื่อขอเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2034 ร่วมกับออสเตรเลีย หลังจากที่ออสเตรเลียแสดงความสนใจในการเป็นเจ้าภาพเดี่ยวมาก่อนหน้านี้ โดยข้อเสนอดังกล่าวได้รับการเปิดเผยจากประธานสหพันธ์ฟุตบอลอินโดนีเซีย (PSSI) นายเอริค โธเฮียร์ เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567
อินโดนีเซียเสนอตัวเป็นเจ้าภาพร่วมฟุตบอลโลก 2034
นายเอริค โธเฮียร์ ประธาน PSSI กล่าวว่า "เราได้ส่งจดหมายถึงสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เพื่อแสดงความสนใจในการเป็นเจ้าภาพร่วมกับออสเตรเลีย" โดยข้อเสนอนี้เกิดขึ้นหลังจากออสเตรเลียประกาศแผนการเป็นเจ้าภาพเดี่ยว ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทั้งนี้ อินโดนีเซียและออสเตรเลียเคยร่วมมือกันจัดการแข่งขันฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2023 ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยมีผู้ชมรวมกว่า 2 ล้านคนในสนามและยอดชมทางโทรทัศน์ทั่วโลกกว่า 2 พันล้านครั้ง การร่วมมือครั้งนั้นจึงเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับข้อเสนอครั้งใหม่
การแข่งขันกับซาอุดีอาระเบีย
อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียและออสเตรเลียจะต้องแข่งขันกับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากฟีฟ่า ซาอุดีอาระเบียประกาศตัวเป็นเจ้าภาพเดี่ยวและได้รับเสียงสนับสนุนจากหลายประเทศในตะวันออกกลาง รวมถึงการลงทุนมหาศาลในวงการฟุตบอลโลก
นายโธเฮียร์กล่าวเพิ่มเติมว่า "เราเชื่อว่าข้อเสนอร่วมระหว่างอินโดนีเซียและออสเตรเลียจะสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับฟุตบอลโลก ทั้งในแง่ของการกระจายรายได้และการส่งเสริมฟุตบอลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก"
กำหนดการตัดสินใจของฟีฟ่า
ฟีฟ่ามีกำหนดตัดสินใจเลือกเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2034 ภายในปี 2569 โดยจะพิจารณาจากปัจจัยหลายด้าน เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ความพร้อมของสนามกีฬา และการสนับสนุนจากรัฐบาล อินโดนีเซียและออสเตรเลียต้องเร่งดำเนินการเพื่อเสนอแผนงานที่ชัดเจน
อินโดนีเซียมีแผนจะใช้สนามกีฬาหลายแห่ง รวมถึงสนามหลักจาการ์ตา อินเตอร์เนชั่นแนล สเตเดียม ที่มีความจุ 82,000 ที่นั่ง และสนามอื่นๆ ในเมืองใหญ่ เช่น สุราบายา บันดุง และมากัสซาร์ ส่วนออสเตรเลียมีสนามกีฬาชั้นนำอย่างสนามคริกเก็ตเมลเบิร์น และสนามสเตเดียมออสเตรเลียในซิดนีย์
ผลกระทบต่อภูมิภาค
หากข้อเสนอของอินโดนีเซียและออสเตรเลียประสบความสำเร็จ จะเป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลกจัดในสองประเทศจากสองทวีปที่แตกต่างกัน (เอเชียและโอเชียเนีย) ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภูมิภาคอย่างมหาศาล นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลีย
นายโธเฮียร์สรุปว่า "เรามุ่งมั่นที่จะทำให้ฟุตบอลโลก 2034 เป็นเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และเราเชื่อว่าการเป็นเจ้าภาพร่วมจะทำให้ฝันนั้นเป็นจริง"



